วันเสาร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1452 เงื่อนไขแลกเปลี่ยน

 

บทที่ 1452  เงื่อนไขแลกเปลี่ยน

“พ่ะย่ะค่ะ ขอบพระทัยในความเมตตาของท่านอ๋อง!” นี่คือสิ่งที่โจวปิ่งหมิงปรารถนา และคาดการณ์ไว้แล้วว่าฮั่นหยางอ๋องต้องยอมยกให้ ทว่าเมื่อได้ยินจากปากอีกฝ่ายจริงๆ ในใจเขาก็ยังลิงโลดจนแทบเก็บอาการไว้ไม่อยู่!

“มิต้องมากพิธี นี่คือสิ่งที่พวกเจ้าสมควรได้รับ!” ทั้งสองสบตากันแล้วระเบิดหัวเราะออกมาอย่างย่ามใจ

โจวปิ่งหมิงรู้สึกราวกับยกภูเขาออกจากอก! ความมักใหญ่ใฝ่สูงของเขากับบิดาถูกหลี่ฟู่ล่วงรู้เข้าแล้ว ย่อมต้องแพร่งพรายออกไปในไม่ช้า ไม่มีผู้ครองแผ่นดินคนใดจะยอมชุบเลี้ยงงูเห่าไว้ข้างกาย... เว้นเสียแต่ว่า พวกเขาจะช่วยชิงแผ่นดินมาด้วยตนเองจนกลายเป็นผู้ร่วมก่อตั้งราชวงศ์ใหม่!

หากฮ่องเต้องค์ใหม่ทรงทราบเรื่องนี้ ย่อมไม่มีทางละเว้นพวกเขาแน่

ดังนั้น เมื่อได้รับข่าวว่าฮั่นหยางอ๋องเสด็จมายังมณฑลหนานไห่ สองพ่อลูกตระกูลโจวจึงดีใจจนแทบคลั่ง เพราะพวกเขามองเห็นแสงแห่งความหวังอีกครั้ง!

ยามนี้ฮั่นหยางอ๋องอาจไม่มีสิ่งใดติดตัว แต่เขามี “ความชอบธรรม” ในการชูธงก่อการกบฏ! ในขณะที่สองพ่อลูกตระกูลโจวมีกำลังพร้อมสรรพ แต่สิ่งที่ขาดไปคือข้ออ้างที่ฟังขึ้น!

โบราณว่าไว้... หากนามไม่เที่ยง วาจาก็ไม่ศักดิ์สิทธิ์!

มีเพียงการร่วมมือกับฮั่นหยางอ๋องเท่านั้น พวกเขาจึงจะรอดพ้นจากทางตันนี้ได้

ส่วนหลังจากช่วยฮั่นหยางอ๋องชิงบัลลังก์ได้แล้ว จะยังยอมรับเขาเป็นนายต่อไป หรือจะหาโอกาสพลิกตัวเป็นเจ้าของแผ่นดินเสียเอง นั่นมิใช่เรื่องที่ต้องนำมาขบคิดในยามนี้

“ท่านอ๋อง” โจวปิ่งหมิงปรับสีหน้าให้เคร่งขรึม เอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง “หลี่ฟู่มิใช่คนที่จะรับมือได้ง่ายๆ หากเขามีใจเป็นอื่น ท่านอ๋องต้องรีบตัดสินใจให้เด็ดขาด มิเช่นนั้นหากเขาไหวตัวทัน เรื่องใหญ่จะเสียการเอาได้!”

ฮั่นหยางอ๋องขมวดคิ้ว “เรื่องนี้มีหรือเปิ่นหวางจะไม่รู้? แต่หลี่ฟู่บริหารมณฑลหนานไห่จนแข็งแกร่งดั่งถังเหล็ก โดยเฉพาะการเฝ้าระวังคนของเปิ่นหวาง เปิ่นหวางคิดจะขยับเขยื้อนสิ่งใดก็ติดขัดไปเสียหมด! ทว่าเรื่องนี้จะชักช้ามิได้ ยิ่งนานวันจะยิ่งเกิดการเปลี่ยนแปลง เจ้าเห็นว่าพอจะมีหนทางใดบ้าง?”

โจวปิ่งหมิงปรึกษากับบิดาและเหล่ากุนซือมาอย่างถ้วนถี่แล้ว เมื่อฮั่นหยางอ๋องถาม เขาจึงค่อยๆ เผยแผนการออกมา “จะจับโจรต้องจับหัวโจก ขอเพียงเราควบคุมตัวหลี่ฟู่รวมถึงลูกเมียของเขาได้ เรื่องอื่นก็ง่ายดายดั่งพลิกฝ่ามือ! น่าเสียดายที่หลี่ฟู่มักขังตัวเองอยู่ในเมืองหนานไห่ แม้วังจิ้งหนานอ๋องจะมีอิทธิพลในเมืองหนานไห่อยู่บ้าง แต่ในตัวเมืองเรามีเพียงคนส่งข่าวไม่กี่คน ทำการใหญ่ไม่ได้! หากท่านอ๋องมีอุบายล่อให้เขาออกจากเมืองได้เมื่อไหร่ ยามนั้นเราก็ลงมือรวบตัวเขาและยึดครองเมืองหนานไห่เสีย จากนั้นทหารหมื่นนายของท่านอ๋องก็อาศัยจังหวะนี้เข้าควบคุมเหล่านายทหารในค่าย เมื่อถึงตอนนั้น ใครในหนานไห่จะกล้าขัดขืนท่านอ๋องอีก? อย่างไรเสีย ท่านก็คือเชื้อพระวงศ์ การเข้าสืบทอดอำนาจในมณฑลหนานไห่ย่อมชอบธรรมด้วยประการทั้งปวง!”

ฮั่นหยางอ๋องฟังแล้วดวงตาเป็นประกาย พยักหน้าเห็นพ้องซ้ำๆ ก่อนจะยิ้มออกมา “ที่ปิ่งหมิงกล่าวมานั้นประเสริฐยิ่ง! เอาตามนี้แหละ! เปิ่นหวางจะหาโอกาสล่อมันออกนอกเมืองให้ได้ พวกเจ้าจงเตรียมคนให้พร้อม!”

โจวปิ่งหมิงรู้ดีว่าโอกาสเช่นนี้ต้องอาศัยโชคช่วย มิอาจกำหนดกะเกณฑ์ได้ล่วงหน้า จึงรีบพยักหน้าพลางกำชับ “ท่านอ๋องโปรดวางใจ! กระหม่อมจะรีบไปจัดการเตรียมการ ไม่ให้เสียการใหญ่แน่นอน! ทางฝั่งท่านอ๋อง แม้จะร้อนใจเพียงใดก็ขอให้ค่อยเป็นค่อยไปเพื่อรอจังหวะ หลี่ฟู่เป็นคนเจ้าเล่ห์นัก ยิ่งฮูหยินของเขาด้วยแล้ว ย่อมมีเล่ห์เหลี่ยมมากกว่าคนปกติหลายเท่าตัว อย่าได้ให้นางมองเห็นร่องรอยพิรุธได้เด็ดขาด!”

ฮั่นหยางอ๋องมิได้มองว่าเหลียนฟางโจวจะเก่งกาจอะไรนักหนา เขาเพียงพยักหน้าตอบรับไปส่งเดช

ในสายตาของเขา สตรีต่อให้เก่งกาจเพียงใดก็ต้องพึ่งพาบุรุษเลี้ยงชีพ! ขอเพียงบงการหลี่ฟู่ได้ ฮูหยินหลี่จะไปมีปัญญาทำอะไรได้?

ที่ผ่านมานางกล้ากำเริบเสิบสานอาละวาดครั้งแล้วครั้งเล่า ก็เพราะมีหลี่ฟู่คอยให้ท้ายและตามใจมิใช่หรือ?

ทั้งสองปรึกษาหารือกันตลอดทั้งคืน จนกระทั่งฟ้าสาง โจวปิ่งหมิงจึงแอบออกจากจวนทางประตูเดิมอย่างเงียบเชียบ

และในจังหวะที่เขาพ้นประตูมา รถม้าธรรมดาคันเดิมก็แล่นผ่านมารับเขาไปพอดิบพอดี...

ดูเหมือนโชคจะเข้าข้างฮั่นหยางอ๋องไม่น้อย ผ่านไปเพียงสี่วัน หลี่ฟู่ก็ได้รับแจ้งข่าวจากใต้เท้าจานและผางอวี้หลงจากเมืองหลางฉีว่า เกิดเหตุจลาจลในชนเผ่าต่างๆ และขอให้เขารีบเดินทางไปจัดการโดยด่วน!

เรื่องนี้เป็นเรื่องคอขาดบาดตาย หลี่ฟู่ไม่มีเวลาเตรียมการสิ่งใดมากนัก ในวันที่ได้รับข่าวเขาจึงรีบไปลาฮั่นหยางอ๋อง ฝากฝังงานกับเฝิงชวีจี๋ตามมารยาทไม่กี่คำ พอเช้ามืดวันรุ่งขึ้นเขาก็นำทหารคนสนิทหลายร้อยนายควบม้าจากไปอย่างรวดเร็ว

ฮั่นหยางอ๋องและโจวปิ่งหมิงเฝ้ามองหลี่ฟู่นำกองกำลังออกจากเมืองด้วยตาตนเอง มิหนำซ้ำยังลอบติดตามไปครึ่งค่อนวันจนแน่ใจว่าหลี่ฟู่มุ่งหน้าไปยังทิศทางของเมืองหลางฉีอย่างเร่งรีบโดยไม่มีหยุดพัก ทั้งสองจึงสบตากันแล้วยิ้มออกมาด้วยความกระหยิ่มใจ

“อย่าให้เสียเวลา” ฮั่นหยางอ๋องเริ่มร้อนรน “พรุ่งนี้ลงมือทันที! เปิ่นหวางจะนำคนสนิทออกนอกเมืองไปยังค่ายทหาร เหอะ... หากหูต้าไห่และพวกพ้องยินดีสวามิภักดิ์ เปิ่นหวางจะไม่ถือสาหาความ! แต่หากพวกมันแข็งข้อ ก็อย่าหาว่าเปิ่นหวางอำมหิต! ฆ่าหัวโจกไปเสียไม่กี่คน คนที่เหลือย่อมต้องสงบเสงี่ยมเอง! ส่วนเจ้า... จงนำคนไปควบคุมครอบครัวหลี่ฟู่และยึดที่ว่าการมณฑลไว้เสีย! พวกมือสังหารและหน่วยกล้าตายเตรียมพร้อมดีแล้วใช่หรือไม่?”

โจวปิ่งหมิงพยักหน้าตามจังหวะคำสั่ง เมื่อถูกถามจึงรีบตอบ “ตั้งแต่เมื่อวาน กระหม่อมให้คนแยกย้ายกันลอบเข้าเมืองมาแล้ว พรุ่งนี้ก็ออกนอกเมืองได้ทันที ขอเพียงหลี่ฟู่ทราบข่าวแล้วเร่งรีบกลับมา ระหว่างทางย่อมจัดการมันได้แน่!”

“ดี! จู่โจมยามไม่ทันตั้งตัว อย่าให้พลาดเด็ดขาด!” ฮั่นหยางอ๋องยิ้มอย่างพึงพอใจ

“ท่านอ๋อง” โจวปิ่งหมิงกลับรู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ เขาลังเลครู่หนึ่งก่อนจะฝืนเอ่ยขัดความสำราญว่า “ท่านอ๋อง... หรือว่าเราควรจะรอดูอีกสักนิด? กระหม่อมรู้สึกว่าเรื่องนี้มันช่างประจวบเหมาะเกินไปหน่อย เรากำลังรอโอกาสให้เขาออกจากเมือง แล้วอยู่ๆ โอกาสก็มาถึงง่ายดายเช่นนี้เชียวหรือ?”

“เจ้าคิดมากไปเอง!” ฮั่นหยางอ๋องไม่มีทางยอมรออีกต่อไป ยิ่งรอนานวัน หลีอ๋องในเมืองหลวงก็จะยิ่งซื้อใจคนได้มากขึ้น หากสถานการณ์มั่นคงจนไร้รอยโหว่ แล้วจะมีที่ยืนให้เขาหรือ?

ยามนี้เขาแทบจะงอกปีกบินกลับเมืองหลวงเสียเดี๋ยวนี้!

“โอกาสหลุดลอยไปเพียงพริบตา หากรอจนหลี่ฟู่กลับมา เราคงไม่มีโอกาสอีกแล้ว! ประจวบเหมาะงั้นรึ? ทางเมืองหลางฉีย่อมไม่มีทางรู้แผนการของเราได้แน่นอน ตราสารทางราชการที่ส่งมานั่นก็ของจริงทั้งนั้น! หลี่ฟู่ไปสร้างความเปลี่ยนแปลงที่นั่นไว้มากมาย จะมีคนก่อเรื่องขึ้นมาบ้างก็หาใช่เรื่องแปลก!”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น โจวปิ่งหมิงก็เริ่มคลายกังวล ความระแวงมลายหายไป เขายิ้มพลางพยักหน้า “ท่านอ๋องปรีชายิ่ง! ไม่เข้าถ้ำเสือย่อมไม่ได้ลูกเสือ กระหม่อมจะไปเตรียมการเดี๋ยวนี้!”

“รอบคอบให้จงหนัก! ความสำเร็จหรือล้มเหลวอยู่ที่การตัดสินใจครั้งนี้แล้ว!” ฮั่นหยางอ๋องกลับเป็นฝ่ายกังวลขึ้นมาบ้างจนต้องกำชับซ้ำ

โจวปิ่งหมิงยิ้มอย่างโอหัง “ท่านอ๋องวางใจได้! เมืองหนานไห่ที่ไร้หลี่ฟู่ ก็ไม่มีสิ่งใดน่าเกรงขามอีกแล้ว!”

ในเวลาเดียวกัน เหลียนฟางโจวกำลังสั่งให้บ่าวไพร่เก็บข้าวของ เตรียมตัวเดินทางไปยังวัดโพธิสัตว์บนเขาหลานซาน ซึ่งอยู่ห่างจากประตูเมืองทางทิศเหนือไปสิบลี้ เพื่อไปถือศีลกินเจสวดมนต์ขอพรให้หลี่ฟู่และกองทัพ

เมื่อหงอวี้มารายงานว่าเตรียมการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เหลียนฟางโจวก็ยกยิ้มที่มุมปาก เอ่ยเรียบๆ ว่า “ไปกันเถิด!”

นางมิได้ไปเพียงลำพัง แต่พาลูกชายทั้งสอง รวมถึงบุตรชายของเหลียนเจ๋อและปี้เถาไปด้วยทั้งหมด

นางนึกถึงบทสนทนากับหลี่ฟู่เมื่อคืนวาน...

“ดูแลตัวเองและลูกๆ ให้ดี บนวัดโพธิสัตว์ข้าจัดการเตรียมการไว้หมดแล้ว เจ้าและลูกๆ พักอยู่ที่นั่นได้อย่างสบายใจ”

นางยิ้มตอบ “ท่านพี่ลืมไปแล้วหรือว่ายังมีม่อเว่ยอยู่ด้วย? ฝั่งท่านต่างหากที่ต้องระวังตัวให้ดีระหว่างเดินทาง!”

หลี่ฟู่ยิ้มกว้างพลางกอดจูบนางอย่างรักใคร่ เขาเลิกคิ้วเค่นยิ้มเย็นชา “ข้ากลับกังวลว่าคนของพวกมันจะไม่มาเสียมากกว่า ถ้ากล้าโผล่มาล่ะก็... อย่าหวังว่าจะมีใครรอดกลับไปได้แม้แต่คนเดียว!”

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น