วันรุ่งขึ้น ฮั่นหยางอ๋องนำคนสนิทกว่าร้อยนายไปยังค่ายทหารนอกเมือง
โดยอ้างเหตุผลเรื่องการตรวจตรา
และสั่งให้หูต้าไห่เรียกเหล่านายทหารระดับกลางและระดับสูงทั้งหมดเข้ามาในกระโจมเพื่อรับฟังโอวาท
นี่คือวิธีที่แยบคายและปลอดภัยที่สุด
ตามธรรมเนียมแล้ว นายทหารที่เข้าพบอ๋องห้ามพกพาอาวุธ
ด้วยคนสนิทร้อยกว่านายของเขา ผสมกับผงสลายกำลังที่โจวปิ่งหมิงจัดหามาให้
เขามั่นใจเต็มสิบส่วนว่าจะต้องสำเร็จ!
ในขณะเดียวกัน
กองกำลังเกือบหมื่นนายของเขาได้แยกเอาไว้ห้าพันนายให้เตรียมพร้อมอยู่ที่หลังเขา
ขอเพียงทางนี้ลงมือสำเร็จ ทางนั้นจะบุกเข้ามายึดครองกิจการในค่ายทหารทันที
เพื่อรวบอำนาจทั้งหมดมาไว้ในมือ
เมื่อจินตนาการถึงกองทัพที่จะได้รับมา ฮั่นหยางอ๋องก็ตื่นเต้นจนแทบเก็บอาการไม่อยู่
แววตาฉายประกายเจิดจ้าผิดปกติ!
ทว่า...
เมื่อหลี่ฟู่ปรากฏกายเบื้องหน้าเขาประหนึ่งร่วงหล่นลงมาจากสรวงสวรรค์
และเมื่อหูต้าไห่รายงานด้วยน้ำเสียงดูแคลนว่า
กองกำลังห้าพันนายที่ซุ่มอยู่หลังเขานั้นได้ทิ้งอาวุธยอมจำนนหมดแล้ว ฮั่นหยางอ๋องก็ถึงกับอึ้งกิมกี่ไปชั่วขณะ
สมองสั่งการไม่ถูกไปครู่ใหญ่!
“หลี่ฟู่! เจ้าซ้อนกลเปิ่นหวาง!” เมื่อได้สติ ฮั่นหยางอ๋องก็พุ่งเข้าหาหลี่ฟู่พลางคำรามลั่น
“เจ้าวางแผนหลอกลวงเปิ่นหวาง!”
หลี่ฟู่ยืนนิ่งไม่ไหวติง
ทหารคนสนิทข้างกายเข้าขวางอีกฝ่ายไว้ได้อย่างง่ายดาย
แววตาของหลี่ฟู่สงบนิ่งไร้ระลอกคลื่น เขาเอ่ยเรียบๆ ว่า
“กระหม่อมซ้อนกลท่านอ๋องจริง ทว่ามีกฎข้อใดระบุว่าให้ท่านอ๋องลอบกัดกระหม่อมได้ฝ่ายเดียว
แต่กระหม่อมมิอาจโต้คืนได้งั้นรึ?”
ฮั่นหยางอ๋องกัดฟันกรอด “ใต้หล้านี้เป็นของตระกูลโจว! มณฑลหนานไห่ก็เป็นของตระกูลโจว!”
“กระหม่อมมิได้ปฏิเสธ” หลี่ฟู่ยังคงสีหน้าเรียบเฉย
ไม่มีทีท่าจะโต้เถียงด้วยโทสะ “แต่กระหม่อมย่อมไม่มีวันส่งมอบมณฑลหนานไห่ให้ท่านอ๋อง
มิทราบว่าท่านอ๋องจะสมัครใจพาทหารคนสนิทร้อยนายออกจากหนานไห่ไปเดี๋ยวนี้
หรือปรารถนาจะทิ้งชีวิตไว้ท่ามกลางความวุ่นวายของกองทัพ?”
ฮั่นหยางอ๋องหน้าถอดสี ถอยหลังไปสองก้าวโดยสัญชาตญาณ
จ้องเขม็งพลางถามเสียงสั่น “เจ้าหมายความว่าอย่างไร!”
หลี่ฟู่ยิ้มอย่างผ่อนคลาย พลางกล่าวเนิบนาบ “ในเมื่อเกิดเหตุจลาจลขึ้น
หากจะมีใครตายไปสักคนสองคนท่ามกลางการตะลุมบอนย่อมไม่ใช่เรื่องแปลก นี่เป็นเพราะท่านอ๋องหาเรื่องใส่ตัวแท้ๆ
จะโทษผู้อื่นมิได้!”
หูต้าไห่อดไม่ได้ที่จะตะโกนสำทับ “ท่านอ๋อง! ท่านแม่ทัพไม่สังหารท่าน
แต่เหลือทางรอดให้ก็นับว่าเมตตาต่อท่านมากเกินพอแล้ว!
หากท่านแม่ทัพและพวกเราตกอยู่ในมือท่าน ท่านคงไม่ไว้ชีวิตพวกเราแน่!
ท่านยังจะเอาอะไรอีก?”
ฮั่นหยางอ๋องตั้งท่าจะทวงถามถึงกองกำลังหมื่นนายของตน
แต่พอได้ยินเช่นนั้นก็ต้องกลืนคำพูดลงคอไป
เขาถลึงตาใส่หูต้าไห่ด้วยแววตาอาฆาตแค้นถึงที่สุด
“ตกลง! เปิ่นหวางจะไปจากหนานไห่เดี๋ยวนี้!” ฮั่นหยางอ๋องหน้าเขียวคล้ำ
ส่วนโจวปิ่งหมิงและวังจิ้งหนานอ๋องน่ะรึ? เกี่ยวอะไรกับเขาเล่า!
ให้สองพ่อลูกนั่นรับกรรมเอาเองเถอะ!
ทางด้านโจวปิ่งหมิงที่เตรียมจะนำกำลังบุกยึดที่ว่าการมณฑลเพื่อควบคุมตัวเฝิงชวีจวี๋และพรรคพวก
ย่อมหนีไม่พ้นชะตากรรมเดียวกับฮั่นหยางอ๋อง!
ทว่าโชคของเขาไม่ดีเท่าฮั่นหยางอ๋อง เพราะเขาถูกพวกเฝิงชวีจวี๋จับกุมตัวไว้ได้และถูกโยนเข้าคุกหลวงทันที
หลี่ฟู่สังหารฮั่นหยางอ๋องไม่ได้
เพราะการกักขังเชื้อพระวงศ์ไว้มีแต่จะสร้างความลำบากใจในภายหลัง
จึงตัดสินใจขับไล่ออกไปเสีย แต่โจวปิ่งหมิงนั้นต่างออกไป! การเก็บเขาไว้จะทำให้วังจิ้งหนานอ๋องไม่กล้าขยับเขยื้อนส่งเดช
ณ วัดโพธิสัตว์ เหลียนฟางโจวสั่งให้ม่อเว่ยและเสวี่ยชิงคอยคุ้มกันซวี่เอ๋อร์และเหล่าพี่น้อง
รวมถึงอี้เอ๋อร์ ให้อยู่ในเรือนหลังเล็กที่ลับตาคน
ภายนอกดูผ่อนคลายแต่ภายในมีการป้องกันอย่างแน่นหนาถึงสามชั้น
ส่วนตัวนางเองกลับพักอยู่ในเรือนหลังใหญ่ที่ท่านเจ้าอาวาสจัดเตรียมไว้ให้อย่างเปิดเผย
เพื่อความสะดวกในการไปสวดมนต์ที่วิหารใหญ่
ทหารคุ้มกันที่มีอยู่อย่างเบาบางนั้นเป็นเพียงระดับปกติที่เหมาะสมกับฐานะ
มิได้มีการเพิ่มกำลังคนแต่อย่างใด
ดังนั้น โจวเชี่ยนและพระชายาฮั่นหยางอ๋องจึงนำคนบุกเข้ามาได้อย่างง่ายดายจนถึงเบื้องหน้าของนาง
เหลียนฟางโจวแสดงท่าทีตกใจเล็กน้อย
ความตระหนกที่ฉายผ่านแววตานั้นดูสมจริงจนยากจะแสร้งทำ
เมื่อเห็นเช่นนั้น พระชายาและโจวเชี่ยนต่างก็เบาใจและรู้สึกสะใจยิ่งนัก
เหลียนฟางโจวมองพระชายาและโจวเชี่ยนอย่างงงๆ ก่อนจะยิ้มกล่าว
“พระชายาและหรงอันจวิ้นจู่ช่างมีสุนทรียภาพยิ่งนักนะเจ้าคะ”
“เหอะ!” โจวเชี่ยนแค่นเสียงเย็น
เมื่อนึกถึงความอัปยศที่เหลียนฟางโจวเคยหยิบยื่นให้ตนและพระมารดาคราวก่อน
แววตาก็พลุกพล่านไปด้วยไฟโทสะ
ฝ่ายพระชายาฮั่นหยางอ๋องยังคงรักษาท่าทีสง่างามกว่านางเลิกคิ้วยิ้มตอบว่า
“พอกันนั่นแหละ นี่มิใช่ว่าพวกเราตามฮูหยินหลี่มาหรอกหรือ?”
“อ้อ?” รอยยิ้มบนหน้าเหลียนฟางโจวเริ่มจางหาย
มุมปากยกขึ้นเล็กน้อยพลางเอ่ยเนิบนาบ “ทว่า...
ข้าจำไม่ได้ว่าเคยเชิญทั้งสองท่านมาตอนไหน หรือว่าพระชายาจะจำผิดไปเจ้าคะ?”
“นั่นจะสำคัญอะไร!” พระชายาฮั่นหยางอ๋องหัวเราะเบาๆ
“พบกันนับเป็นวาสนา ฮูหยินหลี่เฉลียวฉลาดปานนี้ คงไม่ขัดศรัทธาเรื่องง่ายๆ
เช่นนี้กระมัง! ฮูหยินหลี่วางใจเถิด พวกเรามิได้มีเจตนาร้าย
เพียงแค่อยากมาอยู่เป็นเพื่อนท่านเท่านั้น! อ้อ... และถือโอกาสบอกท่านด้วยว่า
ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เมืองหนานไห่จะเปลี่ยนเจ้าของแล้ว
เรือนหลังที่ว่าการนั่นฮูหยินหลี่อยู่ต่อคงไม่เหมาะสมนัก
ไว้วันหลังเปิ่นกงจะหาที่ใหม่ที่คู่ควรกว่านี้ให้ท่านเอง!”
โจวเชี่ยนหัวเราะร่า “พระชายาจะลำบากไปทำไมเจ้าคะ? ข้าว่าวัดโพธิสัตว์นี่ก็ไม่เลว
ให้ฮูหยินหลี่พำนักอยู่ที่นี่ตลอดไปเลยสิเจ้าคะ!”
“นั่นสินะ! ข้าก็นึกไม่ถึงเลย!” พระชายาหัวเราะรับ
เหลียนฟางโจวแววตานิ่งสนิทประหนึ่งไม่ได้ยินสิ่งใด
นางนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มตอบ “เรื่องของข้า มิรบกวนพระชายาและท่านหญิงให้ลำบากหรอกเจ้าคะ
สามีของข้าจะจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยเอง!”
“เจ้ายังจะมาแสร้งโง่อีก!” โจวเชี่ยนระเบิดโทสะ
ถลึงตาจ้องเขม็งพลางแผดเสียงแหลม “เหลียนฟางโจว! วันวานเจ้าข่มเหงรังแกข้า
วันนี้ข้าจะให้เจ้าชดใช้คืนเป็นสิบเป็นร้อยเท่า!
ข้าจะบอกความจริงให้เจ้าตาสว่างเสีย สามีของเจ้า... หลี่ฟู่ เหอะ
ป่านนี้จะยังอยู่หรือตายก็ยังไม่รู้ อย่าหวังว่าเขาจะมาช่วยเจ้าได้เลย!”
“หุบปาก!” แม้เหลียนฟางโจวจะรู้ดีว่าหลี่ฟู่วางแผนไว้หมดแล้ว
ย่อมไม่มีทางพลาดท่า—ในถิ่นของตัวเองแท้ๆ
หากมีเตรียมการแล้วยังโดนคนอื่นซ้อนกลก็คงเสียชาติเกิดเต็มที!
ทว่าเมื่อได้ยินโจวเชี่ยนกล่าวแช่งสามีเช่นนั้น
ใจของนางก็กระตุกวูบด้วยความขุ่นเคือง นางจ้องเขม็งไปยังอีกฝ่ายอย่างดุดัน
อาเจี่ยนของนาง... นางไม่อนุญาตให้ใครมาพูดจาอัปมงคลใส่เขา
ต่อให้เป็นการข่มขวัญนางก็ไม่ยอม!
โจวเชี่ยนเห็นนางเสียอาการจนได้ หลังจากที่ทำหน้านิ่งเป็นหินมาตลอด
ก็นึกลำพองใจหัวเราะเยาะอย่างสะใจ “ข้าไม่หุบปากแล้วเจ้าจะทำไม? เหลียนฟางโจว เจ้ากล้าทำอวดดีกับข้า
ก็เพราะอาศัยอำนาจบารมีของไอ้สามีที่กำลังจะกลายเป็นผีของเจ้านั่นมิใช่รึ? ต่อไปนี้ ข้าจะให้เจ้าหมอบกราบแทบเท้าข้าประหนึ่งสุนัขตัวหนึ่ง!
หากเห่าให้ข้าถูกใจ ข้าอาจจะโยนข้าวเย็นๆ ให้เจ้ากินสักคำ มิเช่นนั้น
เจ้ากับลูกกรอกทั้งสองของเจ้าก็จงนอนรอรับลมหนาวให้อดตายไปเสียเถิด!”
“บังอาจนัก! ที่นี่คือที่ไหน รึคิดจะมาทำโอหังตามใจชอบ!”
ปี้เถาที่ทนฟังไม่ไหวระเบิดโทสะ
ก้าวพรวดเข้าไปข้างหน้าแล้วฟาดฝ่ามือลงบนใบหน้าของโจวเชี่ยนอย่างแรงถึงสองครั้งจนเสียงดังสนั่น
ก่อนจะถ่มน้ำลายด่าย่างเจ็บแสบ “เป็นถึงท่านหญิงแต่ใจคออัมหิตประดุจเดรัจฉาน
ต่ำช้ายิ่งกว่าสุกรสุนัข!”
“เจ้ากล้าตบข้า!”
ใบหน้าทั้งสองข้างของโจวเชี่ยนบวมแดงและแสบร้อนขึ้นมาทันที
นางชี้หน้าปี้เถาพลางกรีดร้องสุดเสียง “ใครก็ได้! ใครก็ได้! จับนางนั่นไว้!
ตบปากมันให้แหลก!”
“พระชายา ท่านจะไม่ห้ามปรามหน่อยหรือเพคะ?” เหลียนฟางโจวเดินเข้าขวางปี้เถาไว้ข้างหลังพลางขมวดคิ้วมองพระชายาฮั่นหยางอ๋องด้วยสายตาเรียบเฉย
ขอบคุณค่ะ
ตอบลบ