บทที่ 1473 จู่ๆ ก็พลันรู้สึกแปลกหน้า
“มิใช่เจ้าค่ะ!
มิใช่เช่นนั้นเลย!” เหลียนฟางชิงร้อนรนจนอยู่ไม่สุข รีบละล่ำละลักบอก
“พี่สามมิได้รังแกข้าสักนิด! ข้า… ข้าเพียง…”
ทว่าพอคำพูดแล่นมาจ่ออยู่ที่ริมฝีปาก
นางกลับรู้สึกกระดากอายจนพูดไม่ออก
ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด
ความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจกลับเอ่อท้นขึ้นมาเสียดื้อๆ
นางโผเข้าสู่อ้อมกอดของเหลียนฟางโจวอย่างแรง
ซบหน้าแนบชิดกับอกของพี่สาวพลางอู้อี้ถาม “พี่ใหญ่
ท่านจะไม่มีวันทอดทิ้งข้าใช่หรือไม่? ท่านจะรักและเอ็นดูข้าเช่นนี้ตลอดไป…
ใช่หรือไม่เจ้าคะ?”
เหลียนฟางโจวตกใจกับการแสดงออกของน้องสาว
รีบโอบกอดพลางลูบแผ่นหลังบอบบางเบาๆ ปลอบประโลมด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ย่อมเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว พี่สาวจะหักใจไม่ดีต่อเจ้าได้อย่างไรกัน? ทั้งตัวข้า พี่เขย พี่ชาย และพี่สะใภ้ของเจ้า
ล้วนแต่รักและหวังดีต่อเจ้าทั้งสิ้น! ชิงเอ๋อร์คนดีของพี่ เจ้าเป็นอะไรไป
เกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่?”
ขอบตาของเหลียนฟางชิงร้อนผ่าว
นางกะพริบตาถี่ๆ ส่ายหน้าขณะยังคงซุกหน้าอยู่ในอ้อมอก แล้วเอ่ยเสียงแผ่ว
“ไม่มีอะไรหรอกเจ้าค่ะ ข้า… ข้าแค่รู้สึกว่า
ดูเหมือนไม่มีสิ่งใดในโลกนี้ที่ไม่เปลี่ยนแปลงเลย และไม่รู้ว่าบั้นปลายสุดท้าย…
ทุกสิ่งจะกลายสภาพไปเป็นเช่นไร… ข้า… ข้า…”
หัวใจของเหลียนฟางโจวกระตุกวูบ
พลันฉุกคิดเข้าใจขึ้นมารำไร
เด็กสาวคนนี้เคยมีอารมณ์ตัดพ้อโศกเศร้าเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใด? เคยเปล่งวาจาทอดถอนใจปลงตกปานนี้ตั้งแต่เมื่อไรกัน? ไม่เคยเลยแม้แต่คราเดียว!
เยาว์วัยไร้เดียงสามิเคยประสีประสาต่อความทุกข์ระทม
ครั้นลิ้มรสความคิดถึง
คะนึงหา… ริ้วความกังวลจึงแต้มระบายลงบนหัวคิ้ว
เห็นทีคงจะเผลอใจตกหลุมรักเข้าเสียแล้ว
เมื่อนึกถึงโจวเหยี่ยนที่ร่วมเดินทางมาด้วยกัน
ความมั่นใจในข้อสันนิษฐานของเหลียนฟางโจวก็ยิ่งแจ่มชัดขึ้น
นางอดลอบทอดถอนใจมิได้
ในคราแรกเพื่อต้องการแยกคนทั้งคู่ออกจากกันและเด็ดดอกรักที่เพิ่งผลิหน่อให้ขาดสะบั้น
นางจึงตัดใจส่งตัวน้องสาวกลับไปยังบ้านเดิมโดยไม่ฟังคำทัดทาน
คิดว่าเรื่องราวคงจบลงเพียงเท่านั้น
ใครเล่าจะคาดคิดว่าวาสนาผูกพันระหว่างคนเรานั้นแท้จริงแล้วคือสวรรค์ลิขิต
ตัดอย่างไรก็ไม่ขาด!
ในความมืดมิดย่อมมีลิขิตแห่งชะตากรรม
ดูเอาเถิด… สวรรค์ก็ยังชักนำให้ทั้งคู่หวนกลับมาพานพบกันอีกจนได้!
ก็เปรียบเหมือนตัวนางกับหลี่ฟู่
คนที่ฐานะแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
สุดท้ายมิใช่ว่าจับพลัดจับผลูผ่านเหตุการณ์บังเอิญสารพัดจนได้มาครองคู่กันหรอกหรือ?
เมื่อคิดได้เช่นนี้
เหลียนฟางโจวจึงค่อยๆ คลายความกังวลลง
ทว่า
ในเมื่อโจวเหยี่ยนคือโอรสสายตรงขององค์รัชทายาท
และหลี่ฟู่ก็เป็นขุนนางสายตรงขององค์รัชทายาทแต่เดิมอยู่แล้ว
มิต้องเอ่ยปากก็รู้ว่าหลี่ฟู่ย่อมต้องยกย่องโจวเหยี่ยนเป็นนายเหนือหัวอย่างแน่นอน
เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว… ชิงเอ๋อร์เล่า?
วันข้างหน้า
หากโจวเหยี่ยนก้าวขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิ นางจะทำเช่นไร?
หรือหากเขาก่อการล้มเหลวพ่ายแพ้
นางจะต้องเผชิญชะตากรรมเช่นไรต่อไป?
เหลียนฟางโจวพลันรู้สึกปวดขมับขึ้นมา
อดมิได้ที่จะเวทนาและสงสารน้องสาวจับใจ ปัญหาที่แม่หนูคนนี้ต้องเผชิญนั้น
ยิ่งใหญ่และซับซ้อนกว่าเรื่องราวของนางในอดีตมากมายนัก…
มิน่าเล่า
นางถึงได้ดูเศร้าสร้อยและเคว้งคว้างถึงเพียงนี้
“ชิงเอ๋อร์
เจ้าเชื่อใจเขาหรือไม่?” เหลียนฟางโจวใคร่ครวญชั่วครู่
ก่อนเอ่ยถามขึ้นแผ่วเบา
ร่างบอบบางในอ้อมกอดสะท้านน้อยๆ
เหลียนฟางชิงรู้ทันทีว่าพี่สาวมองทะลุปรุโปร่งถึงความในใจของตนแล้ว
นางรู้สึกเก้อเขินจนใบหน้าร้อนผ่าว ส่งเสียงครางอู้อี้อย่างเอียงอาย
นิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งแล้วเอ่ยเสียงเบา “ข้า… ข้าจะเชื่อหรือไม่เชื่อ
มันสำคัญด้วยหรือเจ้าคะ? หากเขาคิดจะเปลี่ยน
ต่อให้ข้าเชื่อหรือไม่ เขาก็เปลี่ยนอยู่ดี หากเขาไม่เปลี่ยน ต่อให้ข้าไม่เชื่อ
มันก็ไม่เปลี่ยนเช่นกัน…”
“แต่สำหรับตัวเจ้านั้นต่างกันลิบลับ”
เหลียนฟางโจวเอ่ยอย่างอ่อนโยน “หากเจ้าเชื่อใจเขา ในใจเจ้าจะสงบผ่าเผย
ปลอดโปร่งเบาสบาย และลดทอนความทุกข์กังวลไปได้มากโข ทว่าหากเจ้าไม่เชื่อใจเขา
มิต้องให้พี่บอก เจ้าก็ย่อมรู้ดีว่าควรต้องทำอย่างไร ซึ่งนั่นก็ช่วยตัดความฟุ้งซ่านไปได้มากเช่นกัน”
“ข้า…”
ลำคอของเหลียนฟางชิงพลันตีบตัน นางเหม่อลอยไปชั่วครู่ ก่อนส่ายหน้าช้าๆ “พี่ใหญ่
ข้าไม่รู้เลยเจ้าค่ะ! ข้า… ไม่รู้จริงๆ!”
เชื่อใจงั้นหรือ? ก่อนจะเดินทางมาถึงมณฑลหนานไห่ นางมั่นใจเต็มเปี่ยม
นางเชื่อใจเขาหมดหัวใจ! ทว่าหลังจากย่างก้าวเข้าสู่เมืองหนานไห่
โดยเฉพาะหลังเห็นภาพเหตุการณ์เมื่อครู่นี้… นางกลับเริ่มไม่แน่ใจเสียแล้ว
แม้หมิ่นจวิ้นอ๋องผู้เฒ่าและเขาจะไม่เคยเอ่ยปากบอกกล่าวกับนางตรงๆ
แต่นางจะไม่เข้าใจได้อย่างไรเล่า?
ต่อให้เริ่มแรกจะไม่ประสีประสา
แต่ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา เฝ้ามองและขบคิดเพียงเท่านี้
นางย่อมตระหนักรู้ได้ด้วยตัวเองทั้งหมดแล้ว!
วันข้างหน้า…
เขาจะต้องเป็นฮ่องเต้ การที่เขาเดินทางมายังมณฑลหนานไห่
ก็เพื่อก้าวเดินบนบันไดก้าวแรกสู่บัลลังก์มังกร
ถึงตอนนี้เองที่นางเพิ่งเข้าใจ
ว่าแท้จริงแล้วในจิตใต้สำนึกของตนมีความต่อต้านเรื่องนี้อยู่ลึกๆ
นางจึงพยายามหลีกเลี่ยงที่จะคิดและไม่ยอมเผชิญหน้ากับมันมาโดยตลอด!
ทว่าวันที่บีบคั้นให้นางต้องเผชิญความจริง…
ในที่สุดก็มาถึงจนได้!
ไม่รู้รึ?
เหลียนฟางโจวขมวดคิ้ว
“ถ้าเช่นนั้นก็แปลว่าไม่เชื่อใจแล้วสินะ?”
“มิใช่เช่นนั้นเจ้าค่ะ!”
เหลียนฟางชิงปฏิเสธออกไปตามสัญชาตญาณทันควัน พอรู้ตัวว่าตนเองร้อนรนเกินไป
ใบหน้าก็พลันแดงซ่าน เอ่ยอย่างเก้อเขิน “ข้า… ข้าแค่… ข้าไม่ควรระแวงเขาเลย
แต่ว่า… เฮ้อ!”
นางผละตัวลุกขึ้นจากอ้อมอกของเหลียนฟางโจว
เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ด้วยความกลัดกลุ้ม ยกสองมือขึ้นกุมใบหน้า พลางพึมพำ “พี่ใหญ่
ข้าเล่าให้ท่านฟังตรงๆ เลยแล้วกันเจ้าค่ะ!”
จากนั้นจึงถ่ายทอดภาพที่ตนได้เห็นและความรู้สึกที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้ให้เหลียนฟางโจวฟังอย่างละเอียดละออ
เหลียนฟางโจวฟังแล้วนึกอยากจะหัวเราะ
จึงยิ้มพลางเอ่ย “แค่เรื่องนี้เรื่องเดียว เจ้าถึงกับไม่มั่นใจเลยหรือ?”
“แค่นี้ยังไม่พออีกหรือเจ้าคะ!”
เหลียนฟางชิงลดมือลงแทบจะกระโดดตัวลอย เอ่ยด้วยความอัดอั้น
“ข้าไม่เคยรู้สึกเช่นนี้มาก่อนเลย มันเหมือน…
เหมือนกับว่าข้าไม่เคยรู้จักเขามาก่อนเลยสักนิด!
ตั้งแต่ต้นจนจบเขาไม่แม้แต่จะปรายตามามองข้า ราวกับข้าเป็นเพียงคนนอกที่ไร้ตัวตน!
วินาทีนั้น จู่ๆ ข้าก็รู้สึกว่าเขาอยู่ไกลจากข้าเหลือเกิน
และจะยิ่งห่างไกลออกไปเรื่อยๆ…”
เหลียนฟางชิงทอดถอนใจ
“พี่ใหญ่ หรือว่าข้าจะละโมบโลภมากเกินไป? ข้ามีชาติตระกูลเช่นไร? แล้วเขามีชาติกำเนิดเช่นไร? คนอย่างข้า…
จะคู่ควรกับเขาได้อย่างไรกัน? เมื่อก่อนข้าไม่เคยแยแสเรื่องพวกนี้เลย
แต่ตอนนี้… ข้ากลับหวาดกลัวขึ้นมาจริงๆ พี่ใหญ่ ท่านช่วยสอนข้าทีเถิด
ข้าควรทำเช่นไรดี!”
“อย่าเพิ่งคิดฟุ้งซ่านไปไกล”
เหลียนฟางโจวมองสบตานาง พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลจริงจัง “ชิงเอ๋อร์
ในเมื่อในใจเจ้าตัดเขาไม่ขาดถึงเพียงนี้ ก็จงลองเชื่อใจเขาดูสักคราเถิด!
ในสายตาของพี่ เขา… ก็ดูไม่เหมือนคนเนรคุณไร้น้ำใจเช่นนั้น! ทว่า…
เจ้าต้องจำคำพี่ไว้ให้มั่น หากวันใดที่เขาเปลี่ยนใจไป
เจ้าจงอย่าได้คุกเข่าอ้อนวอนขอร้องเขา
และอย่าได้ยอมเปลี่ยนแปลงตัวเองจนสูญเสียตัวตน พี่ไม่มีวันทนเห็นชิงเอ๋อร์ของพี่
กลายเป็นสตรีน่าเวทนาที่ยอมละทิ้งศักดิ์ศรีเพียงเพื่อร้องขอความโปรดปราน
และยิ่งไม่อยากเห็นชิงเอ๋อร์ของพี่ กลายเป็นหญิงร้ายกาจจิตใจคดโกงเจ้าแผนการเพียงเพื่อแย่งชิงความรักใคร่เด็ดขาด!”
ใบหน้าของเหลียนฟางชิงซีดเผือดลง
นางนิ่งงันไปครู่ใหญ่ ก่อนจะพยักหน้ารับอย่างหนักแน่น “พี่ใหญ่
ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ!”
เหลียนฟางโจวมองดูแล้วรู้สึกสะท้อนใจด้วยความสงสาร
จึงดึงนางเข้ามากอดแนบอกอีกครา พลางปลอบ
“พี่สาวและพวกพี่ชายจะไม่มีวันทอดทิ้งเจ้า!
พวกเราคือสายเลือดที่ผูกพันกันแนบแน่นที่สุด!”
“อื้ม!”
จิตใจของเหลียนฟางชิงผ่อนคลายลง นางช้อนสายตาขึ้น แย้มยิ้มสดใส
“ตราบใดที่เขาไม่เปลี่ยน ข้าก็จะเคียงข้างร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเขา ไม่ทอดทิ้งกัน
แต่หากวันใดเขาเปลี่ยนไป ข้าก็แค่หมุนตัวเดินจากมา
ไม่เห็นมีสิ่งใดต้องไปแก่งแย่งชิงดี! อย่างไรเสีย ข้าก็ยังมีพี่ใหญ่ มีพี่รอง
และมีพี่สามอยู่ทั้งคน!”
“ถูกต้องแล้ว!”
สองพี่น้องสบตากันแล้วยิ้มออกมา
ณ
ห้องโถงรับรองของเรือนหน้า หลังจากหลี่ฟู่ โจวเหยี่ยน
และเหล่าขุนพลได้ปรึกษาหารือกันอยู่นาน
ในที่สุดก็ยังมีมติให้ปิดบังข่าวเรื่องที่โจวเหยี่ยนและหมิ่นจวิ้นอ๋องผู้เฒ่าเดินทางมาถึงมณฑลหนานไห่ไว้เป็นความลับต่อไป
ทุกสิ่งทุกอย่าง
ควรรอให้กำราบปราบปรามจิ้งหนานอ๋องให้พ่ายแพ้ราบคาบเสียก่อนค่อยว่ากัน
เหล่าแม่ทัพนายกองได้ยินดังนั้นต่างก็ลอบถอนหายใจโล่งอกพร้อมๆ
กัน สิ่งที่พวกเขากลัวที่สุดในยามนี้
คือการที่โจวเหยี่ยนดึงดันจะเปิดเผยฐานะแล้วสั่งให้พวกเขายกทัพกรีธาพลขึ้นเหนือ
ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการเอาไข่ไปกระทบหิน
แม้จะไม่กลัวความตาย
ทว่าความสูญเสียอันไร้ความหมายที่สามารถหลีกเลี่ยงได้
ไฉนจึงต้องนำชีวิตไปแลกให้แหลกลาญไปด้วยเล่า?
ครั้นเหล่าขุนพลแยกย้ายกันออกไปแล้ว
โจวเหยี่ยนและหมิ่นจวิ้นอ๋องผู้เฒ่าจึงได้พบกับหลี่ฟู่ตามลำพัง
ถึงตอนนี้
ทั้งสองจึงนำราชโองการที่อดีตจักรพรรดิทรงมอบไว้ให้หลี่ฟู่
ตลอดจนพระราชโองการแต่งตั้งโจวเหยี่ยนขึ้นเป็นรัชทายาทออกมาแสดง
ขอบตาของหลี่ฟู่พลันรื้นแดงขึ้นมาทันที
เขาทรุดกายคุกเข่าหันหน้าไปทางทิศเหนือ โขกศีรษะลงคำนับสามครา
จากนั้นจึงหันมาประสานมือค้อมกายทำความเคารพโจวเหยี่ยนอย่างเป็นทางการ
“ขอไท่จื่อโปรดวางพระทัย กระหม่อมจะทุ่มเทกำลังกายใจจนสุดความสามารถ
มิกล้าทำให้พระมหากรุณาธิคุณของอดีตจักรพรรดิและความไว้วางพระทัยของไท่จื่อต้องสูญเปล่าพ่ะย่ะค่ะ!
เพียงแต่ว่า… ในยามนี้ คงต้องทรงยอมทนลำบากปลอมพระองค์ไปก่อน!”
สนุกมากค่ะ ขอบคุณค่ะ
ตอบลบ