บทที่ 1476 เปิดศึก
จิ้งหนานอ๋องเดือดดาลจนสุดจะทน
จึงไม่อาจอดรนทนได้อีกต่อไป สั่งเคลื่อนทัพใหญ่รุกประชิดกดดันเข้าสู่เขตมณฑลหนานไห่ทันที
ครั้นกองทัพของหลี่ฟู่เคลื่อนพลมาปักหลักตั้งรับ
ณ ด่านเหยาซาน
การประจันหน้าของทั้งสองฝ่ายจึงยกระดับจากสงครามน้ำลายสู่การปะทะด้วยดาบจริงทวนจริง
บรรยากาศตึงเครียดดั่งคันธนูที่โก่งจนสุดสาย พร้อมจะขาดผึงได้ทุกขณะ…
กระทั่งสานส์รายงานชัยชนะศึกแรกถูกส่งกลับมาถึงเมืองหนานไห่
ก้อนหินที่ถ่วงอยู่ในใจของเหลียนฟางโจวจึงได้คลายตัวลงเป็นส่วนใหญ่
จิ้งหนานอ๋องปราชัยยับเยินตั้งแต่ศึกแรก
หลี่ฟู่ไม่มีทางปล่อยให้อีกฝ่ายได้มีโอกาสพลิกฟื้นกลับมาลืมตาอ้าปากได้แน่!
ทหารองครักษ์ที่ควบม้าเร็วกลับมารายงานข่าวยังนำข่าวดีอีกเรื่องหนึ่งมาแจ้งด้วย
นั่นคือหมอเทวดาเซว
พาภรรยาอย่างอวิ๋นฉยงหัวและอวิ๋นลั่วเอ๋อร์ผู้เป็นหลานสาวเดินทางรอนแรมมาถึงแล้วเช่นกัน
ว่ากันว่า
ช่างประจวบเหมาะพอดิบพอดีที่เหลียนเช่อไปบังเอิญพบพวกเขาเข้า
เมื่อส่งเสียงทักทายด้วยความปีติยินดี คนทั้งสามจึงตัดสินใจรั้งตัวอยู่ช่วยการศึก
ณ แนวหน้าเสียเลย
เดิมทีพวกเขากะว่าจะเดินทางตรงดิ่งมายังเมืองหนานไห่แต่แรกแล้ว
หลังเสร็จสิ้นการปะทะศึกแรก
หลี่ฟู่ก็ปิดประตูด่านแน่นหนา มิยอมยกทัพออกไปประจันหน้าอีก
ทว่าในยามนั้นเอง
ข่าวลือระลอกใหญ่กลับผุดพรายขึ้นมาอย่างเงียบเชียบ ก่อนจะแผ่สะพัดราวกับติดปีก
พัดกระหน่ำด้วยความเร็วประดุจพายุหมุน มุ่งหน้าสู่พื้นที่โดยรอบ…
และพัดตรงดิ่งไปยังเมืองหลวง!
มีเสียงเล่าลือกันว่า
แท้จริงแล้วจิ้งหนานอ๋องหาได้ต้องการทำศึกรบรากับใต้เท้าหลี่ไม่
สิ่งที่เขาปรารถนาแท้จริงคือการกรีธาทัพบุกขึ้นเมืองหลวงเพื่อตั้งตนเป็นฮ่องเต้ต่างหาก!
แม้ภายนอกจะจำต้องยกทัพตีมณฑลหนานไห่เพราะไม่อาจขัดพระบัญชาของหลีอ๋อง
ทว่าเจตนาแท้จริงคือการฉวยโอกาสฮุบดินแดนมาเพิ่มเป็นฐานอำนาจของตนเอง!
ซ้ำยังมีข่าวลืออีกระลอกว่า
แท้จริงแล้วจิ้งหนานอ๋องเคยลอบส่งคนมาเจรจากับแม่ทัพหลี่
หวังเกลี้ยกล่อมให้แม่ทัพหลี่ร่วมมือกับตน
ทว่าเมื่อถูกแม่ทัพหลี่ปฏิเสธกลับไปอย่างไร้เยื่อใย จึงผูกใจเจ็บ
แค้นเคืองถึงขั้นสั่งให้บุตรชายและบุตรสาวลอบนำคนแฝงตัวเข้าสู่เมืองหนานไห่เพื่อลอบสังหารสองสามีภรรยาแม่ทัพหลี่
หวังฉวยโอกาสกลืนกินมณฑลหนานไห่
ใครเล่าจะคาดคิดว่าแม่ทัพหลี่จะมองทะลุสันดานมักใหญ่ใฝ่สูงนั้นได้แต่แรก
บุตรชายบุตรสาวคู่นั้นจึงกลับกลายเป็นฝ่ายถูกแม่ทัพหลี่รวบตัวกุมไว้ในกำมือเสียเอง…
เรื่องราวที่โจวปิ่งหมิง
ซื่อจื่อแห่งจิ้งหนานอ๋อง เคยเดินทางมาพำนัก ณ มณฑลหนานไห่เป็นเวลานานก่อนงานเลี้ยงฉลองครบเดือนของบุตรชายคนรองของหลี่ฟู่
เที่ยวผูกสัมพันธ์กับข้าราชสำนักในมณฑลหนานไห่อย่างออกหน้าออกตา
ตลอดจนถ้อยคำที่สนทนากับหลี่ฟู่และแผนการร้ายที่คิดฮุบเมือง…
ล้วนถูกถ่ายทอดเล่าลือต่อๆ กันเป็นตุเป็นตะ
มีเค้าโครงและรายละเอียดชัดเจนเสียจนผู้คนไม่อาจปักใจว่าแต่งขึ้นมาลอยๆ
หากเป็นเพียงข่าวลือคลุมเครือกว้างๆ
ทั่วไป ผู้คนก็อาจจะก้ำกึ่งเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง
ทว่าข่าวลืออันใดเล่าจะสามารถปั้นแต่งรายละเอียดปลีกย่อยได้สมจริงและสอดรับกันถึงเพียงนี้?
เมื่อลองตรองดูให้ดี
นับแต่หลี่ฟู่เดินทางมารับตำแหน่งผู้ตรวจการมณฑลหนานไห่
ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับจิ้งหนานอ๋องก็แทบจะไร้การติดต่อข้องแวะ
แล้วไฉนพอสถานการณ์ในเมืองหลวงพลิกผันปั่นป่วน
จิ้งหนานอ๋องซื่อจื่อกลับทำตัวผิดแผกไปจากปกติ
เดินทางมาอวยพรงานครบเดือนบุตรชายของหลี่ฟู่ถึงที่นี่เล่า?
แล้วหลังจากนั้น
จิ้งหนานอ๋องเฟยยังพาลูกสาวเดินทางมาจุดธูปแก้บนที่วัดเจ้าแม่กวนอิมในแดนหนานไห่อีกรึ?
หึๆ!
ช่างเป็นข้ออ้าง ‘จุดธูปแก้บน’ ที่เหมาะเจาะเสียจริง! ทำไมไม่ช้าไม่เร็ว
แต่ต้องเป็นเวลานี้พอดีเล่า?
จริงสิ!
ยังได้ยินมาอีกว่า หรงอันจวิ้นจู่ บุตรสาวของจิ้งหนานอ๋องผู้นั้น
ถึงกับเคยเข้าไปพักอาศัยอยู่ในจวนสกุลหลี่อยู่หลายวันมิใช่หรือ? เหตุใดจึงไม่มีใครเอ่ยถึงเรื่องนี้กันเล่า? ดูเหมือนว่าจวิ้นจู่ผู้นี้หวังช่วย ‘การใหญ่’ ของพระบิดา
ถึงขนาดยอมพลีกายทอดสะพานหมายเกลี้ยกล่อมแม่ทัพหลี่
หวังผูกสัมพันธ์เป็นพ่อตาแม่ยายครอบครัวเดียวกัน
ทว่ากลับถูกสองสามีภรรยาตระกูลหลี่รังเกียจเดียดฉันท์และขับไล่ไสส่งออกมา
แม่ทัพหลี่รู้สึกว่าเป็นเรื่องเสื่อมเสียอัปยศ
จึงสั่งห้ามมิให้ผู้ใดนำเรื่องนี้ไปซุบซิบนินทาภายนอก…
เมื่อกระแสข่าวลือกระพือโหมเช่นนี้
กองกำลังทหารจากหัวเมืองต่างๆ
ที่เดิมทียอมอยู่ใต้การบังคับบัญชาชั่วคราวของจิ้งหนานอ๋องจึงเริ่มบังเกิดความเคลือบแคลงสงสัย
แม้จะไม่กล้าแข็งข้อต่อหน้า ทว่าแทบทุกคนต่างเริ่มระแวดระวังตัว
เอาแต่จับกลุ่มกระซิบกระซาบลับหลัง ครั้นจิ้งหนานอ๋องออกคำสั่งอันใดลงมา
ต่างก็พากันบ่ายเบี่ยงเกี่ยงงอน ไม่ยอมทุ่มเทกำลังให้อย่างสุดใจอีกต่อไป!
จิ้งหนานอ๋องทั้งกระวนกระวาย
ทั้งตกใจและเดือดดาลจนแทบคลั่ง นำทหารตรงไปยังใต้ด่านเหยาซาน
ร้องด่าท้าทายให้ออกมารบ
ทว่าบนกำแพงด่านกลับมีเพียงเหล่าทหารในชุดเกราะสะท้อนแสงแวววาว
ทวนยาวตั้งตระหง่านดั่งป่าไม้
ปลายเกาทัณฑ์นับพันเล็งตรงลงมาราวกับตาข่ายเหล็กเพื่อคุ้มกันด่านอย่างแน่นหนา
ทว่าทุกคนกลับมีสีหน้าเรียบเฉย เย็นชาต่อเสียงก่นด่าท้าทาย
ราวกับมิได้ยินสรรพสำเนียงใดๆ ทั้งสิ้น
จิ้งหนานอ๋องโกรธจนกระอักเลือดลมแทบพุ่งออกจากปาก!
ด่านเหยาซานมีหลี่ฟู่ปักหลักคุมเชิงด้วยตนเอง
ชั่วเวลาสั้นๆ ย่อมไม่มีทางบุกตีแตกได้แน่! สิ่งที่จิ้งหนานอ๋องหวาดหวั่นยิ่งกว่า
คือหากข่าวลือระยำเหล่านี้ลอยเข้าหูคนในเมืองหลวง
มีหรือที่หลีอ๋องจะไม่ระแวงว่าเขามีใจคิดคดทรยศ?
เรื่องคบคิดก่อกบฏเช่นนี้
โบราณว่าไว้ ปักใจเชื่อว่ามีไว้ก่อนย่อมปลอดภัยกว่าเชื่อว่าไม่มี
ยิ่งหลีอ๋องเพิ่งจะปีนขึ้นนั่งบัลลังก์มังกรได้ไม่มั่นคงนัก
ซ้ำที่มาของตำแหน่งก็หาได้ขาวสะอาดโปร่งใสไม่
มีหรือที่คนพรรค์นั้นจะทนเห็นผู้ใดแอบจ้องตาเป็นมันหมายตาบัลลังก์ของตนได้?
ยามที่ไฟลนก้นจนหน้ามืดตามัว
จิ้งหนานอ๋องจึงบันดาลโทสะ
สั่งลงทัณฑ์ตามกฎอัยการศึกแก่เหล่าขุนศึกนายกองจากหัวเมืองต่างๆ
ที่อยู่ใต้การบังคับบัญชาชั่วคราว
หวังจะใช้อำนาจบาตรใหญ่บีบบังคับให้ทุกคนยอมสยบเชื่อฟัง
ทว่ากลับกลายเป็นการเติมฟืนเข้ากองไฟ
ยิ่งจุดประกายความเคียดแค้นต่อต้านให้ลุกฮือขึ้น
ซ้ำยังมีสายลับที่หลี่ฟู่แฝงตัวเข้ามาคอยยุแยงตะแคงรั่ว
ป้ายสีความผิดและตลบหลังสารพัด ส่งผลให้ค่ายทหารของจิ้งหนานอ๋องระส่ำระสายจนเละเทะ
จิตใจผู้คนแตกแยกเป็นฝักเป็นฝ่าย!
จิ้งหนานอ๋องกดหัวเรื่องนี้
หางเรื่องนั้นก็โผล่ ปะหน้าปะหลังจนเหนื่อยล้าแทบกระอัก!
ศึกภายในยังสางไม่ทันสะเด็ดน้ำ แล้วจะมีกะจิตกะใจไปหาญสู้กับหลี่ฟู่ได้อย่างไร?
ทว่าในจังหวะนั้นเอง
ราวกับเคราะห์ซ้ำกรรมซัด
ม้าเร็วจากลู่โจวซึ่งเป็นฐานที่มั่นและที่ตั้งวังเดิมในเขตศักดินาของจิ้งหนานอ๋อง
กลับควบตะบึงมาแจ้งข่าวร้ายด้วยสภาพกระเซอะกระเซิง:
เมืองลู่โจวถูกกองกำลังที่หลี่ฟู่ลอบส่งไปลอบจู่โจมตีแตกแล้ว! วังอ๋องล่มสลาย
ทั้งพระชายา เหล่าเชื้อพระวงศ์ ตลอดจนกุนซือที่ปรึกษาทั้งหมดในจวน
ต่างตกเป็นเชลยอยู่ในเงื้อมมือของหลี่ฟู่จนสิ้น!
จิ้งหนานอ๋องพลันสายตาพร่ามัว
ทั่วร่างซวนเซ หน้ามืดตาลายจนหมดสติล้มพับไปจริงๆ!
ทั่วทั้งค่ายทหารพลันระส่ำระสายแตกตื่นโกลาหล!
หลี่ฟู่ตั้งรับปิดด่านเหยาซานไม่ยอมออกรบ
ใครเล่าจะคาดคิดว่าเขาแอบส่งกองทัพม้าเร็วอ้อมไปลอบตีตลบหลังตั้งแต่เมื่อใด!
จิ้งหนานอ๋องคิดจะฉวยโอกาสกอบโกยประโยชน์จากราชสำนัก
เสบียงกรังและยุทธปัจจัยทั้งหมดจึงถูกลำเลียงไปกักตุนไว้ที่เมืองลู่โจว
เมื่อถูกหลี่ฟู่กวาดต้อนยึดไปจนเกลี้ยงยุ้งฉาน
สายส่งกำลังบำรุงย่อมขาดสะบั้นลงทันตา!
แม้แต่องค์จักรพรรดิยังไม่กล้าสั่งทหารที่หิวโซออกรบ!
เมื่อไร้สิ้นซึ่งเสบียงอาหาร ศึกครานี้จะรบต่อไปได้อย่างไร?
ยิ่งไปกว่านั้น
ครอบครัวลูกเมียของเหล่าแม่ทัพนายกองสายตรงของจิ้งหนานอ๋องต่างก็พำนักอยู่ในเมืองลู่โจวเช่นกัน
เมื่อได้ยินข่าวร้ายนี้ มีหรือที่ใครจะยังมีแก่ใจจับดาบออกศึก?
ส่วนกองกำลังจากหัวเมืองต่างๆ
ที่จำใจยกทัพมาตามพระราชโองการ ยิ่งไม่ยอมขยับเขยื้อน
ต่างพากันกอดอกรอดูความพินาศอย่างสบายอารมณ์
หลังได้รับการปฐมพยาบาลอย่างเร่งด่วนจากหมอทหาร
จิ้งหนานอ๋องก็ค่อยๆ ฟื้นคืนสติขึ้นมา
ทว่าในใจเขากลับนึกภาวนาให้ตนเองหลับใหลไปตลอดกาลเสียยังจะดีกว่า
แม้เรี่ยวแรงจะหดหาย
จิตใจมึนงงเลื่อนลอย
ทว่าสองหูยังคงแว่วได้ยินเสียงก่นด่าปรับทุกข์และเสียงวิพากษ์วิจารณ์ด้วยความร้อนรนของเหล่าขุนศึกหน้ากระโจมใหญ่ดังระงม
แล้วจะให้เขาเอาหน้าไปสู้สายตาผู้คนได้อย่างไร?
จิ้งหนานอ๋องทอดถอนใจยาว
ฝืนรวบรวมเรี่ยวแรงสั่งให้คนรับใช้เข้ามาช่วยผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า
จากนั้นจึงสั่งให้เรียกขุนศึกทั้งหมดเข้ามาพบในกระโจม
“ท่านอ๋อง!
คราวนี้จะทำเช่นไรกันดีพ่ะย่ะค่ะ!”
“ขอท่านอ๋องโปรดรีบตัดสินใจเถิด
ลูกเมียของพวกเราตกไปอยู่ในมือของหลี่ฟู่เช่นนี้ พวกเขาจะ…”
“ท่านอ๋อง!”
เสียงร้องเรียก
“ท่านอ๋อง” ดังเซ็งแซ่จนหัวของจิ้งหนานอ๋องแทบจะระเบิด
หลังการโต้เถียงกันอย่างชุลมุนวุ่นวายท่ามกลางความตระหนกตกใจ
จิ้งหนานอ๋องจำต้องยอมคล้อยตามความเห็นพ้องของคนส่วนใหญ่:
แบ่งทัพใหญ่ยกพลกลับไปช่วยเมืองลู่โจว
ทว่า
กองกำลังจากหัวเมืองต่างๆ ที่ถูกเกณฑ์มารวมกันกลับไม่ยินยอมพร้อมใจด้วย
ผู้บัญชาการกองพันหยางผู้รักษาเมืองหย่งอัน
และรองแม่ทัพจ้าวแห่งเส้าหยาง ถึงกับบุกเข้ามาร้องเรียนถึงหน้าโต๊ะบัญชาการของจิ้งหนานอ๋องโดยตรง
พวกเขากัดไม่ปล่อย
ชี้หน้ากล่าวหาว่าจิ้งหนานอ๋องคิดฉวยโอกาสส่งทหารสายตรงของตนเองหนีเอาตัวรอด
ทิ้งให้กองกำลังต่างถิ่นอย่างพวกตนต้องรับศึก เผชิญหน้ากับทัพใหญ่แห่งมณฑลหนานไห่ตามลำพัง
เจตนาเช่นนี้หมายความว่าอย่างไรกันแน่?
ซ้ำยังกล่าวอีกว่า
ในเมื่อเมืองลู่โจวตกอยู่ในกำมือของหลี่ฟู่ไปแล้ว
คิดจะแย่งชิงคืนมาย่อมมิใช่เรื่องง่ายดาย
หากระหว่างทางถูกหลี่ฟู่วางกำลังดักซุ่มโจมตี
มิกลายเป็นการซ้ำเติมสถานการณ์ให้เลวร้ายลงไปอีกหรือ?
เรื่องเร่งด่วนที่สุดในยามนี้
คือการรวมกำลังโหมบุกตีค่ายด่านเหยาซานให้แตก
ขอเพียงตีฝ่าด่านเหยาซานเข้าไปยึดเมืองหนานไห่ได้
จะต้องกลัวว่าจะชิงลู่โจวกลับคืนมาไม่ได้อีกรึ?
อีกประการ
ต่อให้หลี่ฟู่จะใจกล้าบ้าบิ่นเพียงใด
ก็ไม่มีทางกล้าลงมือทำร้ายเชื้อพระวงศ์ในวังอ๋อง
ตลอดจนครอบครัวของเหล่าแม่ทัพนายกองมากมายถึงเพียงนี้ได้โดยง่าย
เรื่องราวยังพอมีช่องว่างให้ต่อรองเจรจาได้อีกมากโข!
ยิ่งไปกว่านั้น
แม้เมืองลู่โจวจะเป็นเขตศักดินาของท่านอ๋อง
ทว่าใต้หล้านี้ผืนดินทุกตารางนิ้วล้วนเป็นขององค์จักรพรรดิ
ที่นั่นย่อมเป็นแผ่นดินของฝ่าบาท เป็นอาณาเขตแห่งแคว้นต้าโจวเช่นกัน
ท่านอ๋องจะร้อนรนกระวนกระวายไปไย?
หรือว่า…
ในใจของท่านอ๋อง บังเกิดความคิดมิบังควรที่มิสมควรมีเข้าแล้วจริงๆ—
กำลังสนุกค่ะ ขอบคุณค่ะ
ตอบลบ