วันพุธที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1476 เปิดศึก

 

บทที่ 1476 เปิดศึก

จิ้งหนานอ๋องเดือดดาลจนสุดจะทน จึงไม่อาจอดรนทนได้อีกต่อไป สั่งเคลื่อนทัพใหญ่รุกประชิดกดดันเข้าสู่เขตมณฑลหนานไห่ทันที

ครั้นกองทัพของหลี่ฟู่เคลื่อนพลมาปักหลักตั้งรับ ณ ด่านเหยาซาน การประจันหน้าของทั้งสองฝ่ายจึงยกระดับจากสงครามน้ำลายสู่การปะทะด้วยดาบจริงทวนจริง บรรยากาศตึงเครียดดั่งคันธนูที่โก่งจนสุดสาย พร้อมจะขาดผึงได้ทุกขณะ…

กระทั่งสานส์รายงานชัยชนะศึกแรกถูกส่งกลับมาถึงเมืองหนานไห่ ก้อนหินที่ถ่วงอยู่ในใจของเหลียนฟางโจวจึงได้คลายตัวลงเป็นส่วนใหญ่

จิ้งหนานอ๋องปราชัยยับเยินตั้งแต่ศึกแรก หลี่ฟู่ไม่มีทางปล่อยให้อีกฝ่ายได้มีโอกาสพลิกฟื้นกลับมาลืมตาอ้าปากได้แน่!

ทหารองครักษ์ที่ควบม้าเร็วกลับมารายงานข่าวยังนำข่าวดีอีกเรื่องหนึ่งมาแจ้งด้วย นั่นคือหมอเทวดาเซว พาภรรยาอย่างอวิ๋นฉยงหัวและอวิ๋นลั่วเอ๋อร์ผู้เป็นหลานสาวเดินทางรอนแรมมาถึงแล้วเช่นกัน

ว่ากันว่า ช่างประจวบเหมาะพอดิบพอดีที่เหลียนเช่อไปบังเอิญพบพวกเขาเข้า เมื่อส่งเสียงทักทายด้วยความปีติยินดี คนทั้งสามจึงตัดสินใจรั้งตัวอยู่ช่วยการศึก ณ แนวหน้าเสียเลย

เดิมทีพวกเขากะว่าจะเดินทางตรงดิ่งมายังเมืองหนานไห่แต่แรกแล้ว

หลังเสร็จสิ้นการปะทะศึกแรก หลี่ฟู่ก็ปิดประตูด่านแน่นหนา มิยอมยกทัพออกไปประจันหน้าอีก

ทว่าในยามนั้นเอง ข่าวลือระลอกใหญ่กลับผุดพรายขึ้นมาอย่างเงียบเชียบ ก่อนจะแผ่สะพัดราวกับติดปีก พัดกระหน่ำด้วยความเร็วประดุจพายุหมุน มุ่งหน้าสู่พื้นที่โดยรอบ… และพัดตรงดิ่งไปยังเมืองหลวง!

มีเสียงเล่าลือกันว่า แท้จริงแล้วจิ้งหนานอ๋องหาได้ต้องการทำศึกรบรากับใต้เท้าหลี่ไม่ สิ่งที่เขาปรารถนาแท้จริงคือการกรีธาทัพบุกขึ้นเมืองหลวงเพื่อตั้งตนเป็นฮ่องเต้ต่างหาก! แม้ภายนอกจะจำต้องยกทัพตีมณฑลหนานไห่เพราะไม่อาจขัดพระบัญชาของหลีอ๋อง ทว่าเจตนาแท้จริงคือการฉวยโอกาสฮุบดินแดนมาเพิ่มเป็นฐานอำนาจของตนเอง!

ซ้ำยังมีข่าวลืออีกระลอกว่า แท้จริงแล้วจิ้งหนานอ๋องเคยลอบส่งคนมาเจรจากับแม่ทัพหลี่ หวังเกลี้ยกล่อมให้แม่ทัพหลี่ร่วมมือกับตน ทว่าเมื่อถูกแม่ทัพหลี่ปฏิเสธกลับไปอย่างไร้เยื่อใย จึงผูกใจเจ็บ แค้นเคืองถึงขั้นสั่งให้บุตรชายและบุตรสาวลอบนำคนแฝงตัวเข้าสู่เมืองหนานไห่เพื่อลอบสังหารสองสามีภรรยาแม่ทัพหลี่ หวังฉวยโอกาสกลืนกินมณฑลหนานไห่ ใครเล่าจะคาดคิดว่าแม่ทัพหลี่จะมองทะลุสันดานมักใหญ่ใฝ่สูงนั้นได้แต่แรก บุตรชายบุตรสาวคู่นั้นจึงกลับกลายเป็นฝ่ายถูกแม่ทัพหลี่รวบตัวกุมไว้ในกำมือเสียเอง…

เรื่องราวที่โจวปิ่งหมิง ซื่อจื่อแห่งจิ้งหนานอ๋อง เคยเดินทางมาพำนัก ณ มณฑลหนานไห่เป็นเวลานานก่อนงานเลี้ยงฉลองครบเดือนของบุตรชายคนรองของหลี่ฟู่ เที่ยวผูกสัมพันธ์กับข้าราชสำนักในมณฑลหนานไห่อย่างออกหน้าออกตา ตลอดจนถ้อยคำที่สนทนากับหลี่ฟู่และแผนการร้ายที่คิดฮุบเมือง… ล้วนถูกถ่ายทอดเล่าลือต่อๆ กันเป็นตุเป็นตะ มีเค้าโครงและรายละเอียดชัดเจนเสียจนผู้คนไม่อาจปักใจว่าแต่งขึ้นมาลอยๆ

หากเป็นเพียงข่าวลือคลุมเครือกว้างๆ ทั่วไป ผู้คนก็อาจจะก้ำกึ่งเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ทว่าข่าวลืออันใดเล่าจะสามารถปั้นแต่งรายละเอียดปลีกย่อยได้สมจริงและสอดรับกันถึงเพียงนี้?

เมื่อลองตรองดูให้ดี นับแต่หลี่ฟู่เดินทางมารับตำแหน่งผู้ตรวจการมณฑลหนานไห่ ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับจิ้งหนานอ๋องก็แทบจะไร้การติดต่อข้องแวะ แล้วไฉนพอสถานการณ์ในเมืองหลวงพลิกผันปั่นป่วน จิ้งหนานอ๋องซื่อจื่อกลับทำตัวผิดแผกไปจากปกติ เดินทางมาอวยพรงานครบเดือนบุตรชายของหลี่ฟู่ถึงที่นี่เล่า?

แล้วหลังจากนั้น จิ้งหนานอ๋องเฟยยังพาลูกสาวเดินทางมาจุดธูปแก้บนที่วัดเจ้าแม่กวนอิมในแดนหนานไห่อีกรึ?

หึๆ! ช่างเป็นข้ออ้าง ‘จุดธูปแก้บน’ ที่เหมาะเจาะเสียจริง! ทำไมไม่ช้าไม่เร็ว แต่ต้องเป็นเวลานี้พอดีเล่า?

จริงสิ! ยังได้ยินมาอีกว่า หรงอันจวิ้นจู่ บุตรสาวของจิ้งหนานอ๋องผู้นั้น ถึงกับเคยเข้าไปพักอาศัยอยู่ในจวนสกุลหลี่อยู่หลายวันมิใช่หรือ? เหตุใดจึงไม่มีใครเอ่ยถึงเรื่องนี้กันเล่า? ดูเหมือนว่าจวิ้นจู่ผู้นี้หวังช่วย ‘การใหญ่’ ของพระบิดา ถึงขนาดยอมพลีกายทอดสะพานหมายเกลี้ยกล่อมแม่ทัพหลี่ หวังผูกสัมพันธ์เป็นพ่อตาแม่ยายครอบครัวเดียวกัน ทว่ากลับถูกสองสามีภรรยาตระกูลหลี่รังเกียจเดียดฉันท์และขับไล่ไสส่งออกมา แม่ทัพหลี่รู้สึกว่าเป็นเรื่องเสื่อมเสียอัปยศ จึงสั่งห้ามมิให้ผู้ใดนำเรื่องนี้ไปซุบซิบนินทาภายนอก…

เมื่อกระแสข่าวลือกระพือโหมเช่นนี้ กองกำลังทหารจากหัวเมืองต่างๆ ที่เดิมทียอมอยู่ใต้การบังคับบัญชาชั่วคราวของจิ้งหนานอ๋องจึงเริ่มบังเกิดความเคลือบแคลงสงสัย แม้จะไม่กล้าแข็งข้อต่อหน้า ทว่าแทบทุกคนต่างเริ่มระแวดระวังตัว เอาแต่จับกลุ่มกระซิบกระซาบลับหลัง ครั้นจิ้งหนานอ๋องออกคำสั่งอันใดลงมา ต่างก็พากันบ่ายเบี่ยงเกี่ยงงอน ไม่ยอมทุ่มเทกำลังให้อย่างสุดใจอีกต่อไป!

จิ้งหนานอ๋องทั้งกระวนกระวาย ทั้งตกใจและเดือดดาลจนแทบคลั่ง นำทหารตรงไปยังใต้ด่านเหยาซาน ร้องด่าท้าทายให้ออกมารบ ทว่าบนกำแพงด่านกลับมีเพียงเหล่าทหารในชุดเกราะสะท้อนแสงแวววาว ทวนยาวตั้งตระหง่านดั่งป่าไม้ ปลายเกาทัณฑ์นับพันเล็งตรงลงมาราวกับตาข่ายเหล็กเพื่อคุ้มกันด่านอย่างแน่นหนา ทว่าทุกคนกลับมีสีหน้าเรียบเฉย เย็นชาต่อเสียงก่นด่าท้าทาย ราวกับมิได้ยินสรรพสำเนียงใดๆ ทั้งสิ้น

จิ้งหนานอ๋องโกรธจนกระอักเลือดลมแทบพุ่งออกจากปาก!

ด่านเหยาซานมีหลี่ฟู่ปักหลักคุมเชิงด้วยตนเอง ชั่วเวลาสั้นๆ ย่อมไม่มีทางบุกตีแตกได้แน่! สิ่งที่จิ้งหนานอ๋องหวาดหวั่นยิ่งกว่า คือหากข่าวลือระยำเหล่านี้ลอยเข้าหูคนในเมืองหลวง มีหรือที่หลีอ๋องจะไม่ระแวงว่าเขามีใจคิดคดทรยศ?

เรื่องคบคิดก่อกบฏเช่นนี้ โบราณว่าไว้ ปักใจเชื่อว่ามีไว้ก่อนย่อมปลอดภัยกว่าเชื่อว่าไม่มี ยิ่งหลีอ๋องเพิ่งจะปีนขึ้นนั่งบัลลังก์มังกรได้ไม่มั่นคงนัก ซ้ำที่มาของตำแหน่งก็หาได้ขาวสะอาดโปร่งใสไม่ มีหรือที่คนพรรค์นั้นจะทนเห็นผู้ใดแอบจ้องตาเป็นมันหมายตาบัลลังก์ของตนได้?

ยามที่ไฟลนก้นจนหน้ามืดตามัว จิ้งหนานอ๋องจึงบันดาลโทสะ สั่งลงทัณฑ์ตามกฎอัยการศึกแก่เหล่าขุนศึกนายกองจากหัวเมืองต่างๆ ที่อยู่ใต้การบังคับบัญชาชั่วคราว หวังจะใช้อำนาจบาตรใหญ่บีบบังคับให้ทุกคนยอมสยบเชื่อฟัง

ทว่ากลับกลายเป็นการเติมฟืนเข้ากองไฟ ยิ่งจุดประกายความเคียดแค้นต่อต้านให้ลุกฮือขึ้น ซ้ำยังมีสายลับที่หลี่ฟู่แฝงตัวเข้ามาคอยยุแยงตะแคงรั่ว ป้ายสีความผิดและตลบหลังสารพัด ส่งผลให้ค่ายทหารของจิ้งหนานอ๋องระส่ำระสายจนเละเทะ จิตใจผู้คนแตกแยกเป็นฝักเป็นฝ่าย!

จิ้งหนานอ๋องกดหัวเรื่องนี้ หางเรื่องนั้นก็โผล่ ปะหน้าปะหลังจนเหนื่อยล้าแทบกระอัก! ศึกภายในยังสางไม่ทันสะเด็ดน้ำ แล้วจะมีกะจิตกะใจไปหาญสู้กับหลี่ฟู่ได้อย่างไร?

ทว่าในจังหวะนั้นเอง ราวกับเคราะห์ซ้ำกรรมซัด ม้าเร็วจากลู่โจวซึ่งเป็นฐานที่มั่นและที่ตั้งวังเดิมในเขตศักดินาของจิ้งหนานอ๋อง กลับควบตะบึงมาแจ้งข่าวร้ายด้วยสภาพกระเซอะกระเซิง: เมืองลู่โจวถูกกองกำลังที่หลี่ฟู่ลอบส่งไปลอบจู่โจมตีแตกแล้ว! วังอ๋องล่มสลาย ทั้งพระชายา เหล่าเชื้อพระวงศ์ ตลอดจนกุนซือที่ปรึกษาทั้งหมดในจวน ต่างตกเป็นเชลยอยู่ในเงื้อมมือของหลี่ฟู่จนสิ้น!

จิ้งหนานอ๋องพลันสายตาพร่ามัว ทั่วร่างซวนเซ หน้ามืดตาลายจนหมดสติล้มพับไปจริงๆ!

ทั่วทั้งค่ายทหารพลันระส่ำระสายแตกตื่นโกลาหล!

หลี่ฟู่ตั้งรับปิดด่านเหยาซานไม่ยอมออกรบ ใครเล่าจะคาดคิดว่าเขาแอบส่งกองทัพม้าเร็วอ้อมไปลอบตีตลบหลังตั้งแต่เมื่อใด!

จิ้งหนานอ๋องคิดจะฉวยโอกาสกอบโกยประโยชน์จากราชสำนัก เสบียงกรังและยุทธปัจจัยทั้งหมดจึงถูกลำเลียงไปกักตุนไว้ที่เมืองลู่โจว เมื่อถูกหลี่ฟู่กวาดต้อนยึดไปจนเกลี้ยงยุ้งฉาน สายส่งกำลังบำรุงย่อมขาดสะบั้นลงทันตา!

แม้แต่องค์จักรพรรดิยังไม่กล้าสั่งทหารที่หิวโซออกรบ! เมื่อไร้สิ้นซึ่งเสบียงอาหาร ศึกครานี้จะรบต่อไปได้อย่างไร?

ยิ่งไปกว่านั้น ครอบครัวลูกเมียของเหล่าแม่ทัพนายกองสายตรงของจิ้งหนานอ๋องต่างก็พำนักอยู่ในเมืองลู่โจวเช่นกัน เมื่อได้ยินข่าวร้ายนี้ มีหรือที่ใครจะยังมีแก่ใจจับดาบออกศึก?

ส่วนกองกำลังจากหัวเมืองต่างๆ ที่จำใจยกทัพมาตามพระราชโองการ ยิ่งไม่ยอมขยับเขยื้อน ต่างพากันกอดอกรอดูความพินาศอย่างสบายอารมณ์

หลังได้รับการปฐมพยาบาลอย่างเร่งด่วนจากหมอทหาร จิ้งหนานอ๋องก็ค่อยๆ ฟื้นคืนสติขึ้นมา ทว่าในใจเขากลับนึกภาวนาให้ตนเองหลับใหลไปตลอดกาลเสียยังจะดีกว่า

แม้เรี่ยวแรงจะหดหาย จิตใจมึนงงเลื่อนลอย ทว่าสองหูยังคงแว่วได้ยินเสียงก่นด่าปรับทุกข์และเสียงวิพากษ์วิจารณ์ด้วยความร้อนรนของเหล่าขุนศึกหน้ากระโจมใหญ่ดังระงม แล้วจะให้เขาเอาหน้าไปสู้สายตาผู้คนได้อย่างไร?

จิ้งหนานอ๋องทอดถอนใจยาว ฝืนรวบรวมเรี่ยวแรงสั่งให้คนรับใช้เข้ามาช่วยผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า จากนั้นจึงสั่งให้เรียกขุนศึกทั้งหมดเข้ามาพบในกระโจม

“ท่านอ๋อง! คราวนี้จะทำเช่นไรกันดีพ่ะย่ะค่ะ!”

“ขอท่านอ๋องโปรดรีบตัดสินใจเถิด ลูกเมียของพวกเราตกไปอยู่ในมือของหลี่ฟู่เช่นนี้ พวกเขาจะ…”

“ท่านอ๋อง!”

เสียงร้องเรียก “ท่านอ๋อง” ดังเซ็งแซ่จนหัวของจิ้งหนานอ๋องแทบจะระเบิด

หลังการโต้เถียงกันอย่างชุลมุนวุ่นวายท่ามกลางความตระหนกตกใจ จิ้งหนานอ๋องจำต้องยอมคล้อยตามความเห็นพ้องของคนส่วนใหญ่: แบ่งทัพใหญ่ยกพลกลับไปช่วยเมืองลู่โจว

ทว่า กองกำลังจากหัวเมืองต่างๆ ที่ถูกเกณฑ์มารวมกันกลับไม่ยินยอมพร้อมใจด้วย

ผู้บัญชาการกองพันหยางผู้รักษาเมืองหย่งอัน และรองแม่ทัพจ้าวแห่งเส้าหยาง ถึงกับบุกเข้ามาร้องเรียนถึงหน้าโต๊ะบัญชาการของจิ้งหนานอ๋องโดยตรง

พวกเขากัดไม่ปล่อย ชี้หน้ากล่าวหาว่าจิ้งหนานอ๋องคิดฉวยโอกาสส่งทหารสายตรงของตนเองหนีเอาตัวรอด ทิ้งให้กองกำลังต่างถิ่นอย่างพวกตนต้องรับศึก เผชิญหน้ากับทัพใหญ่แห่งมณฑลหนานไห่ตามลำพัง เจตนาเช่นนี้หมายความว่าอย่างไรกันแน่?

ซ้ำยังกล่าวอีกว่า ในเมื่อเมืองลู่โจวตกอยู่ในกำมือของหลี่ฟู่ไปแล้ว คิดจะแย่งชิงคืนมาย่อมมิใช่เรื่องง่ายดาย หากระหว่างทางถูกหลี่ฟู่วางกำลังดักซุ่มโจมตี มิกลายเป็นการซ้ำเติมสถานการณ์ให้เลวร้ายลงไปอีกหรือ?

เรื่องเร่งด่วนที่สุดในยามนี้ คือการรวมกำลังโหมบุกตีค่ายด่านเหยาซานให้แตก ขอเพียงตีฝ่าด่านเหยาซานเข้าไปยึดเมืองหนานไห่ได้ จะต้องกลัวว่าจะชิงลู่โจวกลับคืนมาไม่ได้อีกรึ?

อีกประการ ต่อให้หลี่ฟู่จะใจกล้าบ้าบิ่นเพียงใด ก็ไม่มีทางกล้าลงมือทำร้ายเชื้อพระวงศ์ในวังอ๋อง ตลอดจนครอบครัวของเหล่าแม่ทัพนายกองมากมายถึงเพียงนี้ได้โดยง่าย เรื่องราวยังพอมีช่องว่างให้ต่อรองเจรจาได้อีกมากโข!

ยิ่งไปกว่านั้น แม้เมืองลู่โจวจะเป็นเขตศักดินาของท่านอ๋อง ทว่าใต้หล้านี้ผืนดินทุกตารางนิ้วล้วนเป็นขององค์จักรพรรดิ ที่นั่นย่อมเป็นแผ่นดินของฝ่าบาท เป็นอาณาเขตแห่งแคว้นต้าโจวเช่นกัน ท่านอ๋องจะร้อนรนกระวนกระวายไปไย?

หรือว่า… ในใจของท่านอ๋อง บังเกิดความคิดมิบังควรที่มิสมควรมีเข้าแล้วจริงๆ—

1 ความคิดเห็น: