วันพุธที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2564

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 284 จิตใจของแม่เลี้ยงและน้องสาวต่างแม่

        ริมฝีปากของฟางฉิงยกขึ้น แล้วเอ่ยอย่างดูแคลน “พูดถึงเรื่องนี้ก็ยิ่งไร้สาระน่ะ แม่เลี้ยงข้าคอยผลักดันน้องสาวต่างแม่ต่อหน้าข้านะสิ แม่เลี้ยงยกย่องสรรเสริญลูกสาวนางทุกวิถีทาง ชมว่านางโดดเด่นดูดี ทั้งฉลาดเฉลียว ทั้งเชื่อฟัง ทั้งอ่อนโยน ทั้งมีคุณธรรม ทั้งมีการศึกษาวางตัวดี ทั้งมีไหวพริบความสามารถ จุ๊  สรุปว่าเป็นสตรีที่ดีเลิศประเสริฐศรีอันดับหนึ่งในสามโลกนับแต่บรรพกาลมาเลยทีเดียวทุกครั้งก็เพียรยัดเยียดนางมาพักอยู่ที่นี่กับข้าสักระยะหนึ่ง พอจะกลับ นางก็จะทำอะไรเพื่อตอบแทนสามีข้า อย่างเช่นเย็บรองเท้าคู่หนึ่ง คราวก่อนนางเย็บรองเท้าให้สามีข้าคู่หนึ่งแล้วยังถามข้าว่าไม่รู้ว่ารองเท้าสวมใส่แล้วพอดีหรือไม่!”


         แม้ฟางฉิงจะมองเป็นเรื่องขำขัน แต่ยามพูดเรื่องนี้ กล้ามเนื้อที่แก้มนางยังกระตุกให้เห็น ในใจดูจะมีแต่ความอึดอัด

เหลียนฟางโจวตะลึงงัน มีตรงไหนที่ไม่กระจ่างชัดอีกหรือมีแต่หญิงสาวที่แต่งงานแล้วเท่านั้น ถึงจะเย็บรองเท้าให้ผู้ชาย ซ้ำยังมีหน้ามาถามอีกว่าใส่พอดีหรือไม่ นี่คิดจะทำอะไรกัน?

  เช่นนั้น...ท่านตอบนางไปว่าอย่างไรเล่า?” เหลียนฟางโจวเองก็ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด จึงถามขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว

ฟางฉิงเหลือบมองอีกฝ่าย แล้วหัวเราะคิกคัก “ข้าแค่บอกไปว่า สามีข้าจู้จี้เรื่องงานเย็บปัก และไม่เคยสวมอะไรที่เป็นของจากข้างนอกเลย ขนาดมองยังไม่มองเลย เลยส่งต่อให้บ่าวรับใช้ในจวนน่ะ ไม่รู้ว่าบ่าวคนนั้นใส่พอดีหรือไม่!”

         เหลียนฟางโจวอดหัวเราะขำไม่ได้ ครั้นแล้วก็ถอนหายใจโดยไม่รู้ตัว ในยุคนี้คำว่าความกตัญญูมันช่างกดทับคนให้ตาย ทำเอาบรรดาลูกหลานอยู่ยากจริง  อย่างที่บ้านเธอ ก็มีลุงกับป้าคู่นั้นที่เพียรสร้างปัญหาให้เธอจนแทบทนไม่ไหวไม่รู้ว่าจะต้องเปลืองสมองไปคิดแก้ปัญหาพวกนั้นอีกสักเท่าไร ยิ่งไม่ต้องพูดถึงทางนี้เลย หร่วนซื่อยังมีศักดิ์เป็นมารดาเทียบกับลุงใหญ่กับป้าใหญ่แล้ว ยิ่งมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกว่ากันมาก!

  ฟางฉิงเองก็มีโชควาสนาดีด้วย หากวาสนาแย่กว่านี้สักหน่อย นางคงโดนอีกฝ่ายฉกวาสนานี้ไปแน่หรือไม่ คงโดนอีกฝ่ายก่อความหายนะให้ แล้วอย่างนี้ฟางฉิงจะเชิดหน้าในบ้านสามีได้อย่างไร?

   ฟางฉิงยิ้มให้อีกฝ่าย และพูดว่า “ทุกครอบครัวต่างก็มีปัญหาของตัวเองกันทั้งนั้น ข้าเลิกสนใจไปนานนมแล้ว พอดีนึกฉุนขึ้นมา ก็เลยเอามานินทาให้เจ้าฟังนิดหน่อยน่ะหากเพราะเรื่องนี้ก็ทำให้เกิดโทสะเสียแล้ว มันก็ไม่มีค่าเอาเสียเลยคนโง่เขลาแบบนั้นไม่คู่ควรให้ข้าเกิดโทสะหรอก!”

  เปี่ยวเจี่ย ท่านเป็นคนใจคอกว้างขวาง คิดได้เช่นนี้ย่อมดีที่สุดแล้ว ! ชีวิตคนเรามีทั้งความหนาวเหน็บและความอบอุ่นปะปนกัน ท่านย่อมรู้ข้อนี้ดี และด้วยสติรู้ผิดรู้ชอบเห็นอะไรชัดเจนนี้ เรื่องไร้สาระและน่าเศร้าอันมากมายพวกนี้ไม่มีค่าให้ใส่ใจเลยจริง !”เหลียนฟางโจวก็เอ่ยอีกคน

  ฟางฉิงปรบมือหัวเราะ “คำพูดเจ้าโดนใจข้าจริง ข้าก็คิดอย่างนั้นเช่นกันฟางโจว นับวันข้ายิ่งชอบเจ้ามากขึ้นทุกทีจริง ๆนะ!”

         เหลียนฟางโจวเม้มริมฝีปาก พลางยิ้มแล้วเอ่ยว่า “ข้าก็ด้วย ข้าก็รู้สึกชอบเปี่ยวเจี่ยมากขึ้นเรื่อยๆเหมือนกัน!”

          ทั้งสองคนต่างหัวเราะออกมา

          เหลียนฟางโจวลุกขึ้นยืนและเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เปี่ยวเจี่ยพักนอนกลางวันเถิด ตอนบ่ายจะได้ไปพบพวกเขาอย่างสดชื่นกระปรี้กระเป่าข้าขอตัวก่อนเจ้าค่ะ!”

         โดนแม่เลี้ยงและน้องสาวต่างแม่มารบกวนอย่างนี้ พลอยทำให้ฟางฉิงหมดอารมณ์คุยอีก จึงพยักหน้าหัวเราะ แล้วเอ่ยขึ้น “เจ้าก็กลับไปพักที่ห้องพัก เจ้าตรากตรำเดินทางมา ก็คงเหนื่อยด้วยไว้ตื่นแล้วค่อยมาคุยกันอีกทีถึงอย่างไรเรื่องใหญ่เช่นนี้คงคุยกันไม่จบในเวลาอันสั้นแน่  รอเปี่ยวเจี่ยฟูของเจ้ากับหมิ่นจือกลับมา แล้วพวกเราค่อยหารือกันอีกที!”

         “ได้!”เหลียนฟางโจวพยักหน้าแย้มยิ้ม โดยมีชวงซิ่วนำทางออกไป

  ในเรือนอันอบอุ่น ใบหน้าฟางฉิงมืดครึ้มลงและไม่ได้พักผ่อนแต่อย่างใด ตรงกันข้าม นางท้าวข้อศอกพิงตั่งตัวยาวด้วยสีหน้าเหม่อลอย ผ่านไปเป็นนาน ฟางฉิงก็ขยับตัวขึ้นมานั่ง พลางเหยียดยิ้มบาง ครั้นแล้วจึงเอ่ยเสียงเนือยไปเชิญพวกเขาเข้ามา!”

  แน่นอนคำว่า ‘พวกเขา’ ที่นางพูดคือหร่วนซื่อ แม่เลี้ยงและ ฟางฮุ่ย น้องสาวต่างแม่

หลังจากนั้นไม่นาน พลันมีเสียงฝีเท้าดังปึงปังชวนระคายหูแว่วมา หร่วนซื่อยังไม่ได้เข้ามาในเรือน เสียงนางก็ดังลอดเข้ามาแล้ว “อาฉิง เจ้านี่นะ นี่มันกลางวันแล้ว ยังจะพักอะไรกันอีก ซ้ำยังบอกให้เราคอยเป็นนานเลยเห็นว่าเรามา ก็ไม่ออกมาต้อนรับเจ้ายังคงมีแม่อย่างข้าอยู่ในสายตาเจ้าไหมเจ้ายังมีน้องสาวอยู่ไหม!”

         สำหรับถ้อยคำเหล่านี้ บรรดาสาวรับใช้ทั้งหมดและมามาในลานของเรือน ทุกคนได้ยินตั้งแต่เสียงฝีเท้าแล้ว แต่ก็ไม่มีใครมีปฏิกิริยาอะไร  และแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน ไม่แม้แต่จะเหลือบมองไปที่เจ้านายด้วย

          ฟางฮุ่ยเอ่ยเสียงห้วนกระด้าง “ท่านแม่ ท่านพูดอะไรให้มันน่ารำคาญน้อยลงหน่อยเถิดคนเขาเป็นฮูหยินน้อยของสกุลซูนะ แถมภายหน้ายังได้เป็นนายหญิงด้วยจะว่าไป เราไม่ใช่แขกเสียหน่อย จะต้อนรับหรือไม่ ก็ไม่เกี่ยวอันใด!”

         “ธรรมเนียมมรรยาทยังจะทำผิดได้รึทำผิดจะไม่โดนคนเที่ยวเอาไปประจานหรือไรฮึ่ม แต่เจ้าพูดถูกอยู่อย่างหนึ่งพวกเราไม่ใช่แขก!”หร่วนซื่อเอ่ยอีกครั้ง

  ยิ่งคิดยิ่งเกิดโทสะในใจ นังเด็กสาวต่ำคนนี้ช่างบุญหล่นทับนัก น่าเสียดายที่ตอนนั้นยามมีการแต่งงานกับสกุลซู  ฮุ่ยเอ๋อร์ของข้ายังเยาว์นัก ไม่เช่นนั้นข้าจะเข้าไปแทรกแซง เปลี่ยนให้มาเป็นลูกสาวข้าแทนนางโชคดีมากเช่นนั้นรึนายหญิงในอนาคตรึข้าอยากถ่มน้ำลายนักนายหญิงในอนาคตของสกุลซูคือฮุ่ยเอ๋อร์ของข้าสิ และก็ใกล้จะเป็นแล้วด้วย!

  ฟางฉิงและสามีพำนักอยู่ในสวนและหมู่เรือนที่กว้างขวางใหญ่โตและแยกตัวออกมาเป็นเอกเทศ

         ทันทีที่ฟางฉิงสั่งการคนไปเชิญหร่วนซื่อและฟางฮุ่ยมา นางก็ออกจากเรือนอุ่นปีกตะวันออก แล้วเข้ามาในเรือนอุ่นปีกตะวันตก

เรือนอุ่นปีกตะวันตกนี้ ฟางฉิงให้คนทำความสะอาดเป็นพิเศษ เอาไว้ใช้รับรองหร่วนซื่อและฟางฮุ่ยโดยเฉพาะ ในเวลาปกติ นอกจากจัดคนมาทำความสะอาดแล้ว นางไม่เคยย่างเท้าเข้ามาเลยแม้แต่ครึ่งก้าว

        หร่วนซื่อและฟางฮุ่ยเดินเข้ามาพร้อมกับคำพูดแสนระคายหู โดยไม่มีการทักทายฟางฉิง ครั้นแล้วก็หย่อนก้นลงนั่งเสมือนบ้านตนเอง จากนั้นก็มีสาวใช้รุ่นเล็กยกน้ำชามาบริการ แล้วถอยออกไปทันทีอย่างรู้งาน

        ภายในเรือนอันอบอุ่น จึงเหลืออยู่เพียงสามคน

        “ท่านแม่กับน้องสาวมาแล้วเชิญนั่งสิ!” ฟางฉิงทักทายด้วยรอยยิ้ม เห็นชัดเจนว่าพวกเขานั่งลงตั้งนานแล้ว  ส่วนนางก็แค่อยากพูดกวน ๆไปแบบนั้นเอง

  หรว่นซื่อขยับก้นแรง ๆทีหนึ่ง พลางแค่นเสียงใส่ ครั้นแล้วก็พูดหาเรื่องไม่หยุด ในขณะที่ฟางฉิงมือหนึ่งกุมถ้วยชาส่วนอีกมือจับฝา ปัดปากถ้วยชาเป็นจังหวะ ไอน้ำชาร้อนกรุ่นลอยขึ้นปะทะใบหน้า หญิงสาวไม่รับรู้สภาวะรอบตัว จิตใจล่องลอยไปด้านนอกเป็นนานแล้ว ในหัวครุ่นคิดแต่เรื่องก่อสร้างสวน ส่วนท่าทางภายนอกดูคล้ายนางกำลังตั้งใจฟังการอบรมอย่างเชื่อฟังอยู่

        ฟางฮุ่ยค้นพบเป็นนานแล้วว่าฟางฉิงอยู่ในภวังค์ไม่ได้รับรู้อะไรที่นี่ แต่ต่อให้นางเปิดโปง ฟางฉิงก็ยืนกระต่ายขาเดียวไม่ยอมรับแน่ และฟางฮุ่ยเองก็ไม่อาจทำได้แบบฟางฉิง เสียงบ่นของมารดานาง มันช่างหนวกหูนัก ทำให้หัวนางมีเสียงหึ่งๆ สุดท้ายนางจึงขัดจังหวะการบ่น “ท่านแม่ ท่านพูดให้มันน้อย ๆหน่อยได้ไหมแก่แล้วยังจะพูดมากมายไปทำไมกัน!”

  ฟางฮุ่ยคิดปลอบตัวเองในใจ ข้าอุตส่าห์พูดช่วยเจ้าไว้ พูดแต่สิ่งดี ๆตั้งมากมาย ภายหน้าหากข้าแต่งเข้ามาใช้สามีร่วมกันเมื่อไร ด้วยเหตุผลนี้นางต้องชดเชยให้ข้าด้วย

  คิดถึงพี่เขยผู้หล่อเหลา ฟางฮุ่ยก็อดหัวใจเต้นรัวไม่ได้ ใบหน้านางเริ่มแดงเรื่อ 

หลังจากพูดพล่ามเป็นนาน หร่วนซื่อเริ่มเหนื่อยและคอแห้งเล็กน้อย ดังนั้นจึงถือโอกาสก้าวไปหยิบถ้วยชาและจิบไปครึ่งหนึ่ง ครั้นแล้วก็พูดกับฟางฉิง “ดูน้องสาวเจ้าสิ นางดีต่อเจ้าแค่ไหนภายหน้าก็อย่าได้ปฏิเสธนาง นั่นจะนับว่าเป็นสตรีรู้ผิดรู้ชอบจริง  !”แล้วก็ถามขึ้น “ทำไมข้าไม่เห็นคุณหนูซู....นายน้อยซูเล่า?”

  นับแต่ฟางฉิงแต่งเข้าสกุลนี้ หร่วนซื่อก็มักอิจฉาริษยาและชิงชังมาตลอด ตั้งแต่แรก ก็เพียรทำทุกวิถีทางอยากทำลายการแต่งงานนี้

  อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าตนเองจะกลั่นแกล้งลูกเลี้ยงอย่างไร สามีนางผู้ซึ่งเงียบเฉยเป็นนิจ ก็ไม่พอใจอย่างหนัก ทั้งเตือนและตำหนินางอย่างรุนแรง ซ้ำยังขู่ว่าหากนางล่มการแต่งงานกับสกุลนี้ เขาจะหย่ากับนาง นางไม่มีทางเลือกจำต้องหยุดมือด้วยความชิงชังและโทะที่คุกกรุ่นอยู่ในใจ

          นางช่างโง่นัก ฟางฉิงแค่บอกบิดานางไปว่าการแต่งงานครั้งนี้จะนำพาผลประโยชน์อันมากมายมาสู่ตระกูลในอนาคต เท่านี้อีกฝ่ายก็ได้บิดามาเป็นพวกแล้ว เพียงพอให้บิดานางเห็นชอบโดยไม่ลังเล!

  ...

1 ความคิดเห็น: