วันเสาร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 287 คิดทีไรก็โกรธ

      ฟางฉิงหัวเราะเมื่อนางได้ยินเข้า “อาเย่า เจ้าล้อข้าเล่นรึการแต่งงานของเสี่ยวฮุ่ย ข้าจะเป็นผู้รับผิดชอบได้เหรอ?”

   ฟางเย่าชะงักไป พลางหัวเราะอย่างผิดหวัง

  จริง  ด้วย มารดาจะยอมให้พี่สาวเป็นคนจัดการได้อย่างไรนางเชื่อฝังหัวเลยว่า พี่สาวมีแต่จะคอยบ่อนทำลายพวกนางแม่ลูก

      “รอสักสองสามวัน ข้าจะส่งนางกลับไป และจะคุยกับท่านแม่ ให้นางรีบหาคนมาสู่ขอเสี่ยวฮุ่ย!”ฟางเย่าเอ่ยขึ้น

  ฟางฉิงพยักหน้าแย้มยิ้ม แล้วเอ่ยขึ้น “นั่นคงเป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้วล่ะไม่เช่นนั้น หากเกิดเรื่องอะไรขึ้นมาจริง ๆในภายหน้า ย่อมทำร้ายความรู้สึกของทุกคนที่เกี่ยวข้อง!”

  ฟางเย่าใจเต้นกระตุก แล้วรีบรับปากอย่างไว


       ฟางเย่าและหลิ่วหรงไม่ได้รั้งอยู่นานนัก ดังนั้นทั้งสองจึงไปพาฟางฮุ่ยออกจากจวนไป

ฟางเย่าอดปวดหัวขึ้นมาอีกครั้งไม่ได้ เพราะกลัวว่าฟางฮุ่ยจะไม่ไปกับพวกเขา หลิ่วหรงส่งยิ้มบางให้เขาวางใจ แค่เพียงบอกว่าจะพาฟางฮุ่ยไปเดินเที่ยวซื้อของ เท่านี้นางย่อมอารมณ์ดี ย่อมยอมให้พาออกไปจากจวนได้สำเร็จตามแผน

  แล้วรอจนกระทั่งถึงตอนเย็น พอฟางฮุ่ยจะโวยวายขอกลับจวนสกุลซู แน่นอนนางคงช่วยอะไรไม่ได้ ! และโยนให้เป็นธุระของฟางเย่า โดยเอาเรื่องที่นางเอาเงินพี่ชายมาใช้ มาต่อว่านาง หยิบยกคำพูดมาอธิบายนาง พูดให้กระจ่างแจ้งกันไปเลย หากนางยังยืนกรานจะทำเรื่องผิดศีลธรรมเช่นนี้ และกลับมองว่าความเมตตาที่มีให้เป็นเพียงตับลาปอดลา(สิ่งที่ไม่มีค่าเช่นนั้นแล้วพวกเขาทั้งคู่ก็จะได้รู้เช่นเห็นชาติของอีกฝ่ายเสียที

         เหนืออื่นใด คนบนโลกนี้ เจ้าสามารถขัดขวางชีวิตนางได้ แต่เจ้าไม่สามารถขัดขวางนางจากการชอบรนหาที่ตายได้!

        เมื่อใกล้เวลาเย็น ซูจิ่งเหอและชุยฉ้าวซีก็กลับมาในที่สุด

       หลังจากเข้ามาในจวน ทั้งสองก็แยกย้ายกันไปพัก ซูจิ่งเหอกลับไปที่อาณาเขตสวนและหมู่เรือนของตน และไปพบภรรยาเขาในเรือนอุ่นปีกตะวันออกก่อนเปลี่ยนเสื้อผ้า พอนั่งลงข้างภรรยา ก็เอื้อมมือดึงหญิงสาวเข้าสู่อ้อมกอด พลางหอมแก้มอีกฝ่ายฟอดใหญ่ ครั้นแล้วจึงเอ่ยพร้อมรอยยิ้มเต็มใบหน้า “ฉิงเอ๋อร์ วันนี้ข้ากับหมิ่นจือเจอสถานที่ดีๆ แห่งหนึ่งล่ะอยู่ห่างออกไปราว 5 ลี้ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเมือง ที่นั่นยอดเยี่ยมจริง เมื่อไรเปี่ยวเม่ยของเจ้าจะมาสักทีเล่าเราจะได้ไปดูด้วยกัน หากซื้อได้ เราจะได้เริ่มงานก่อสร้างกันในเดือนหน้านึ้เลย!”

  สำหรับซู่จิ่งเหอ การหาเงินเป็นเรื่องสำคัญอันดับรอง ถึงอย่างไร ตระกูลเขาก็ร่ำรวยล้นฟ้าอยู่แล้ว จะทำเงินได้หรือไม่ได้ นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกต่อไป

        เรื่องสำคัญก็คือ การสร้างสวนเช่นนั้น จะไม่มีสิ่งที่สร้างความบันเทิงให้เขาได้อย่างไรนี่คือเหตุผลที่เขาอดใจรอแทบไม่ไหว

        “วันนี้ฟางโจวมาแล้ว” ฟางฉิงเหลือบมองผู้เป็นสามีแล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ไฉนพวกเราไม่ไปดูกันวันพรุ่งนี้เลยเล่าฟางโจวอยู่นานกว่านี้ไม่ได้ อีกสองสามวันนางก็ต้องกลับแล้ว!”

        “มาแล้วรึเช่นนั้นก็ประเสริฐนัก!”ซูจิ่งเหอยินดีปรีดา ฉีกยิ้มอย่างกระตือรือร้น “เปี่ยวเม่ยของเรามีความคิดดี ๆมากมาย เช่นนั้น...ทุกคนก็มาหารือกัน แล้วฝั่งเราค่อยรับมาจัดการดูแลในส่วนที่เหลือ... เกิดอันใดขึ้นกับเจ้า ? ไฉนหน้าตาดูไม่ดีเลยเล่า??”

  ซูจิ่งเหอสังเกตเห็นความผิดปกติของภรรยา จึงรีบถามด้วยความเป็นห่วงเหลือแสน

เขาดึงหญิงสาวเข้ามาในอ้อมอกแล้วกอดนางไว้ จากนั้นจึงก้มหน้าเอ่ยกระซิบข้างหู “ภรรยายอดรัก เจ้าตำหนิสามีที่ละเลยเจ้ามาสองสามวันนี้ใช่หรือไม่?” เขาพึมพำ “ผ่านมาสองสามวันแล้วจริง ๆด้วย ข้าหมดแรงเพราะเหนื่อยล้าจากการขี่ม้าตระเวนสำรวจสถานที่ในชานเมือง ตกกลางคืนพอหัวถึงหมอน ข้าก็หลับเป็นตายเลย..”

        “ท่านพูดอันใดของท่านกัน!” ฟางฉิงอดหน้าแดงด้วยความเขินอายไม่ได้ นางรู้ดี คนเสเพลผู้นี้จะเปลี่ยนไปได้อย่างไรกัน นิสัยดั้งเดิมมันเปลี่ยนกันไม่ได้หรอก พอจะคุยเรื่องจริงจังมีสาระ ก็พูดยังไม่ถึงสามประโยคเลย!

เขาเชื่อว่าที่สีหน้านางย่ำแย่ เพราะกลางคืนเขาเอาแต่นอนหลับ และไม่ได้ทำอะไรกับนางอย่างนั้นรึคนอะไร..ช่าง...

  เมื่อฟางฉิงคิดถึงตรงนี้ ก็รู้สึกอับอายจนใบหน้าแดงก่ำ โชคดีที่เขาพูดมาดูเหมือนเคร่งเครียดจริงจัง!

        ซูจิ่งเหอชอบเห็นภรรยาเขินอายจนหน้าแดง พอเห็นนางเป็นแบบนี้ ก็รู้สึกเบิกบานใจขึ้นมาโดยพลัน ชายหนุ่มลูบมือที่เนียนละเอียดอ่อนนุ่มของภรรยา พลางหัวเราะ “ดูใบหน้านี้สิ มันดูดีขึ้นมากกว่าเมื่อครู่เยอะเลยยังคงงดงาม ดูดีนักภรรยาข้าช่างงดงามยิ่งนัก!”

        คนหื่นผู้นี้นี่!

        ฟางฉิงยกมือปิดบังใบหน้าที่เห่อร้อน รู้สึกว่ายามนี้นางไม่มีหน้าไปพบผู้คนอีกแล้ว!

  ทว่าอารมณ์ของหญิงสาวก็ดีขึ้นมากโดยเจ้าตัวไม่ทันรู้

         ซูจิ่งเหอเห็นแบบนี้แล้ว ก็ยิ่งเบิกบานใจจนยิ้มไม่หุบ

         เขากะจะพูดอีกสองสามคำเพื่อเติมเชื้อไฟ ก็ได้ยินภรรยาซึ่งเอามือปิดหน้าพึมพำออกมา “แม่เลี้ยงกับน้องสาวต่างแม่ข้ามาอีกแล้ววันนี้

  ซูจิ่งเหอใบหน้าขรึมลง เพียงเท่านั้นก็เข้าใจสาเหตุที่ภรรยาเขามีสีหน้าย่ำแย่แล้ว

       “หญิงโง่สองคนนั่นมาทำอะไรที่นี่อีกแล้วล่ะ?”ซูจิ่งเหอก่นด่า “ภรรยาข้า กระทั่งถ้อยคำหยาบคาย ข้าเองก็รังเกียจที่จะพูดแม้สักครึ่งประโยค ข้าจะขัดขวางพวกนาง และไล่ตะเพิดไปเสียใครมาแหย่นายน้อยให้อารมณ์เสีย ข้า..นายน้อยจะฆ่าทิ้งเสียให้หมด!”

ซูจิ่งเหอก่นด่าหร่วนซื่อและฟางฮุ่ยทันที โดยไม่มีความรู้สึกว่าเป็นลูกเขยและพี่เขยเลยสักนิด และไม่รู้สึกรู้สาว่าตัวเองไม่ควรทำแบบนี้แต่อย่างใด

  ชายหนุ่มชะงักไปชั่วครู่ แล้วบังเกิดความรู้สึกแปลก  จึงพึมพำด้วยความฉงน “พวกเขามิได้ขยันมาถี่เช่นนี้มาก่อนนี่ คล้ายว่าสองสามเดือนที่ผ่านมานี้ มีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นหรือไม่?”

ฟางฉิงวางมือที่ปิดบังใบหน้าลงช้า  แล้วค่อย ๆนั่งตัวตรง พลางเอ่ยอย่างเจ้าเล่ห์ “อะไรที่ผิดปกติรึไม่ใช่เพราะท่านหรือไร!”

       “เพราะข้า?” ซูจิ่งเหอกระพริบตาปริบ  แล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “นี่มันไร้สาระแล้ว มันเกี่ยวอันใดกับข้ากัน!”

       ฟางฉิงอดยิ้มเยาะไม่ได้ มารดาและน้องสาวเพียรทำทุกวิถีทางเพื่อวางแผนจับซูจิ่งเหอ แต่ซูจิ่งเหอไม่มีความคิดเรื่องนี้ในหัวเลยสักนิด หากฟางฮุ่ยรู้ถึงข้อนี้ ไม่รู้ว่าจะอกหักเจียนตายหรือไม่!

        “ทำไมจะไม่เกี่ยวเล่า?”ฟางฉิงถอนหายใจเบา  แล้วเล่าความคิดของหร่วนซื่อและฟางฮุ่ยให้สามีฟัง

        “บ้าไปแล้วช่างไร้เหตุผลสิ้นดีเรื่องแบบนี้ยังกล้าเอามาคิดกับนายน้อย แค่นางเย็บรองเท้าให้ นายน้อยก็รู้สึกป่วยแล้วช่างมีความคิดที่งี่เง่าไร้ยางอายโดยแท้ ไม่ดูตัวเองบ้างเลยว่านางคือตัวอะไรหากทำเรื่องต่ำช้ากับข้า ข้าคงอดตบนางไม่ได้ช่างทำให้ข้าโมโหนัก!”

         เมื่อซูจิ่งเหอได้ยินเรื่องเล่าแล้ว ก็พลันบันดาลโทสะ ใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ ชายหนุ่มพลันผุดลุกขึ้น ย่ำเท้าไปมา “ข้านายน้อยไม่เคยพบเรื่องน่ารังเกียจเช่นนี้มาก่อนเลยเอาความคิดเหลวไหลอันใดกล้ามาวางแผนจับนายน้อยเชื่อหรือไม่ นายน้อยจะเกนฑ์ขอทานเจ็ดสิบถึงแปดสิบคนมาทำลายนางให้สะบักสะบอมไปเลย!”

        ฟางฉิงไม่เคยนึกฝันว่าซูจิ่งเหอจะมีปฏิกิรยาต่อเรื่องนี้อย่างใหญ่โต ทั้งโมโหโกรธา ทั้งอาฆาตมาดร้าย หญิงสาวถึงกับตะลึงไป พลันรู้สึกหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก คิดแล้วก็รู้สึกขำ จนหลุดหัวเราะออกมา

        ซูจิ่งเหอได้ยินเสียงหัวเราะก็หยุดโวยวายทันที พลางจ้องนางอย่างดุดัน

        ฟางฉิงไม่กลัวเขา แต่ยามนี้เห็นสีหน้าเขาแล้ว ก็รู้สึกตัวแข็งทื่อขึ้นมา

        พอเห็นสามีย่างสามขุมเข้ามาหาตนเองในทันใด หญิงสาวจึงถอยหลังอย่างแตกตื่น พลางเอ่ยละล่ำละลัก “ท่าน ท่านท่านจะทำอะไรน่ะอย่าเข้ามานะ!”

       “หืม!” ซูจิ่งเหอบังคับนางให้ถอยร่นจนหลังติดกำแพง แล้วกดภรรยาไว้กับผนังห้อง กักตัวนางไว้ด้วยสองมือที่วางทาบบนผนัง เขาทาบทับนางทั้งร่างอย่างแนบสนิท พลางเอ่ยเสียงลอดไรฟัน “เจ้ายังสนใจถามด้วยรึเจ้ารู้เรื่องน่ารังเกียจนี่อยู่แล้วใช่ไหมทำไมถึงไม่เล่าให้ข้าฟังแต่เนิ่น หือ ยังคงปล่อยให้พวกนางมาอีกหากนายน้อยรู้มาก่อน เขาจะแก้ปัญหาให้นางเอง!”

  ข้า....” ฟางฉิงอ้าปาก กระทั่งรู้สึกว่าความผิดเป็นพันเป็นหมื่น เป็นของนางแต่ผู้เดียว กระทั่งถ้อยคำจะอธิบายก็ไม่อาจกล่าวออกมาได้

       ได้แต่นึกโชคดีในใจ ที่อาเย่าและภรรยาพาคนไปออกแล้ว ไม่เช่นนั้น พวกเขาคงได้แหย่รังแตน เข้าแล้วจริง !

  ...

2 ความคิดเห็น:

  1. โอ้ยรักเปียวเจี้ยฟูมากเลย

    ตอบลบ
  2. ไม่ระบุชื่อ15 มกราคม 2566 เวลา 03:38

    น่าจะปล่อยให้สามีจัดการกับสองแม่ลูกนั่นจริงๆ

    ตอบลบ