ฟางฉิงนิ่วหน้าและพูดขึ้น “ในเมื่อมาแล้ว ก็พักเสียที่นี่ พรุ่งนี้ข้าจะขอให้คนพาเจ้าไปส่งบ้าน!”
“ข้าไม่กลับ!” ฟางฮุ่ยพูดอย่างตื่นตระหนก “ข้า ข้าไม่อยากกลับ! ท่านแม่บอกให้ข้าอยู่ที่นี่ หนึ่งเดือน! เจ้าผลักไสข้าไปไม่ได้นะ!”
ฟางฉิงยิ้มเหยียด แล้วเอ่ยเสียงกดต่ำ “ขึ้นอยู่กับตัวเจ้าเองแล้ว ข้าจะออกเดินทางไกลไปกับพี่เขยเจ้าเป็นเวลาสองวันหากเจ้าไม่กลับ ก็ไปหาอาเย่าเสีย!”
“ข้า...” ฟางฮุ่ยกลัดกลุ้ม พลางเหลือบมองฟางฉิงเงียบ ๆ ครั้นแล้วก็เอ่ยเสียงเบาอย่างขัดเขินเล็กน้อย “พี่สาว พี่สาวให้ข้าออกไปด้วยนะ.... ข้าจะไม่สร้างปัญหาให้ท่านแน่นอน ! ข้า ข้าสามารถช่วยท่านดูแลพี่เขยและแบ่งเบาความกังวลให้พี่สาวด้วย…”
ฟางฉิงสะกดกลั้นเสียงคำรามด้วยโทสะ นางอยากหัวร่อนัก ครั้นแล้วก็เอ่ยเยาะ “ข้าไม่รบกวนเจ้าในเรื่องนี้หรอกนะ! เจ้าเป็นคุณหนูในห้องหอ กล่าวเช่นนี้ต่อหน้าข้า ไม่เป็นไร แต่หากใครมาได้ยินเข้า พวกเขาต้องพูดว่าที่บ้านไม่อบรมสั่งสอน คงได้กลายเป็นคุณหนูที่ไม่รู้จักละอายใจหรอก!”
แม้ฟางฮุ่ยมีความคิดไม่ซื่อมานานแล้ว นางก็อดรู้สึกละอายในคำพูดฟางฉิงไม่ได้ ใบหน้านางจึงแดงก่ำด้วยโทสะ
นางทั้งโกรธทั้งเดือดดาล นางอยากติดตามพี่เขยไป และไม่เชื่อว่าพี่สาวนางจะกล้าปฏิเสธ เพราะนี่คือความต้องการของมารดานาง!
ใครเล่าจะรู้ ปากของฟางฮุ่ยยังไม่ทันขยับ และถ้อยคำยังไม่ทันพูดออกไป ฟางฉิงก็เอ่ยเสียงเย็น “ไปเสีย! กลับไปห้องพัก อย่าได้ออกมาเดินเพ่นพ่านเป็นอันขาด! พรุ่งนี้ข้าจะให้คนพาเจ้ากลับไป!”
ชวงหลิว ชวงซิ่ง และคนอื่น ๆ พอเห็นเช่นนี้ ก็ไม่พูดพล่ามทำเพลง ต่างตรงเข้ามาดึงฟางฮุ่ยออกไป ฟางฮุ่ยมัวแต่ดิ้นรนไหนเลยจะมีเวลาอ้าปากพูดเล่า?
ฟางฮุ่ย ผู้ซึ่งถูกบังคับกลับไปยังห้องรับรอง ก่นด่าฟางฉิงผ่านสีหน้า และไม่ได้เอ่ยอันใด
สายตาเข้มลึกของฟางฮุ่ยมืดครึ้มอยู่ครู่หนึ่ง ครั้นแล้วหญิงสาวพลันลุกขึ้นสะบัดแขนเสื้อและเดินออกนอกประตูห้องรับรองไป
สาวใช้ส่วนตัวเป่าเอ๋อร์สะดุ้งตกใจ รีบสาวเท้าตรงเข้าไปเตือน “คุณหนู อืม ไม่ใช่ว่าพี่สาวท่านเพิ่งพูดไปรึ? เราไม่ควรออกไป....”
เป่าเอ๋อร์มักชอบออกความคิดและยุแยงฟางฮุ่ยมาก่อน ต่อมา ฟางฉิงได้ลงมือจัดการนางอย่างเงียบ ๆ จนนางเกือบเอาชีวิตไม่รอด พอเห็นฟางฉิงทีไร นางมักตัวสั่นด้วยความกลัวเสมอ นางไม่กล้าพูดนินทาลับหลังอีกฝ่ายมากอีกแล้ว
ฟางฉิงสั่งอะไรไว้ นางไหนเลยจะกล้าไม่ให้ความสำคัญได้เล่า?
ฟางฮุ่ยเต็มไปด้วยโทสะ และโทสะอันแทบจะล้นอกนี้ ทั้งหมดเป็นเพราะฟางฉิง พอได้ยินคำพูดของเป่าเอ๋อร์ อกนางก็ยิ่งจุกแน่น หญิงสาวแทบกระโดดผางด้วยความหงุดหงิด แล้วเอานิ้วจิ้มหน้าผากสาวใช้ไปทีหนึ่ง ครั้นแล้วจึงด่าทอ“นางบ่าวสมควรตาย ลืมไปแล้วรึว่ากินข้าวของใครอยู่! เจ้ากล้าพูดถึงนางแพศยาต่อหน้าข้า! เชื่อหรือไม่ว่า ข้าสามารถขายเจ้าออกไปเดี๋ยวนี้ได้เลย!”
เป่าเอ๋อร์หน้าซีดเผือด รีบร้องขอความเมตตา ขอให้เจ้านายยกโทษให้
ฟางฮุ่ยแค่นเสียงเย็น และเอ่ยประชด “นางใหญ่มากนักหรือไร นางบอกไม่ให้ออกไป ก็จะออกไปไม่ได้รึ? ข้าอยากถ่มน้ำลายนัก! นางเห็นมารดาข้าก็ยังต้องเรียกว่า ‘ ท่านแม่!’ขนาดมารดาข้าพูดอะไร นางยังไม่กล้าหือเลย ได้แต่รับคำอย่างเชื่อฟัง กระทั่งผายลมนางยังไม่กล้าทำเลย!”
หลังจากสบถด่าไปสองสามคำ หญิงสาวก็รู้สึกอารมณ์ดีขึ้น และเอ่ยอย่างเกลียดชัง “คอยดูเถิด รอข้ากลับไปพบท่านแม่ก่อนเถิด ฮื่ม!”
ยามนี้เป่าเอ๋อร์ ไม่กล้าแสดงความภักดี สาวใช้แอบลอบมองรอบ ๆ ราวสี่เที่ยว เมื่อไม่เห็นใคร สาวใช้จึงรีบยิ้มแย้มเออออตาม
ฟางฮุ่ยรู้สึกอารมณ์ดีขึ้นมาหน่อย หญิงสาวจึงเดินเชิดหน้าพาเป่าเอ๋อร์ออกจากเรือน แล้วเที่ยวเดินเล่นอยู่ภายในจวนสกุลซู
ที่บอกว่าเดินเล่น ที่จริงแล้วฟางฮุ่ยก็ต้องระวังตัวมากด้วย ยกตัวอย่างเช่น นางจะไม่เดินไปแถวอาณาเขตสวนและหมู่เรือนของซูซินเอ๋อร์และเรือนหลักซึ่งเป็นที่พำนักของฮูหยินซู
คิดถึงสิ่งที่ฟางฉิงพูด วันมะรืนนี้นางจะออกเดินทางไกลไปกับซูจิ่งเหอ เรื่องนี้ทำให้ฟางฮุ่ยปวดใจนัก
โดยเฉพาะเมื่อหญิงสาวนึกภาพฟางฉิงฉอเลาะเอาใจซูจิ่งเหอระหว่างเดินทางไปด้วยกัน พอกลับมามองสภาพตนเองครานี้ ก็ให้อึดอัดคับแค้นใจนัก
อึดอัดคับแค้นใจคล้ายคนที่โดนผู้อื่นปล้นชิงเอาของรักของตนไปอย่างไม่เป็นธรรม
เรื่องนี้ไม่รู้ว่านางไปได้ความรู้สึกแปลกประหลาดช่นนี้มาจากไหน ทำให้โทสะขุมใหญ่ในใจทวีขึ้น และสุดท้ายก็สรุปว่าเหตุการณ์ที่เกิดกับตนข้างนอกจวนนั้น ต้องเป็นฝีมือนางแพศยาฟางฉิงแน่ อีกฝ่ายคงกลัวว่านางจะมาไกล้ชิดนายน้อยซู กลัวว่านายน้อยซูจะได้พบตน เลยจงใจวางแผน เพื่อกีดกันไม่ให้นายน้อยซูใกล้ชิดกับตน เพราะทนเห็นชีวิตตนได้ดีไม่ได้ ! ฮึ่ม ข้ารู้อยู่แล้ว่านางใจคอคับแคบ จิตใจชั่วร้าย และคงรู้มาตั้งแต่ต้น จึงวางแผนเดินหมาก เพื่อต้องการทำลายการสมรสอันดีงามของตน ! ก็เพราะว่านางริษยาตนอย่างแน่นอนที่สุด!
เมื่อฟางฮุ่ยคิดได้เช่นนั้น ก็รู้สึกสบายใจขึ้นอักโข และในเวลาเดียวก็รู้สึกไม่ยินยอมด้วย
หญิงสาวอดคิดไม่ได้ หากยามนี้นางได้พบนายน้อยซู แล้ววันมะรืนนี้ให้เขาพาตนเองไปด้วย อยากนักรู้ว่าฟางฉิงจะทำหน้าอย่างไร?
ยิ่งคิด ดวงตาของฟางฮุ่ยก็ยิ่งทอประกายเจิดจ้า
สำหรับนายน้อยซูนั้น เขาจะไม่พานางไปกับเขารึ?นางเชื่อว่าไม่มีทางเป็นเช่นนั้นอย่างแน่นอนที่สุด! นาง..สาวกว่าฟางฉิง ผิวนางรึก็ขาวกว่าฟางฉิง ซ้ำรูปโฉมนางยังงดงามกว่าฟางฉิงถึงสองส่วน นายน้อยซูไม่มีเหตุผลที่ชอบฟางฉิงแล้วจะไม่ชอบนาง!
ถ้าเพียงเขาไม่ตาบอด! ทว่าเขาไม่มีทางตาบอดแน่นอน!
เมื่อฟางฮุ่ยกำหนดแผนการในใจได้ ก็แสร้งทำเป็นชื่นชมหมู่มวลดอกไม้ และพฤกษานานาพรรณอยู่ใกล้บริเวณประตูชั้นที่สองอย่างเงียบ ๆ ทว่าความจริงแล้ว หญิงสาวกำลังรอคอยซูจิ่งเหออยู่ ไม่ว่าซูจิ่งเหอจะกลับมาที่สวนหรือเดินไปห้องหนังสือ ก็ไม่มีวันเล็ดรอดสายตานางเด็ดขาด
ฟางฮุ่ยไม่เพียงจับตามองในทิศทางของประตูที่สองเป็นหลัก ซ้ำยังกลัวเกิดความผิดพลาด จึงให้ว่าเป่าเอ๋อร์ช่วยจับตาดูอีกแรง
เป่าเอ๋อร์อ้าปากจะลองพูดโน้มน้าวอีกฝ่ายสักสองประโยค ทว่าในที่สุดนางไม่กล้าพูดอันใด และรับคำเบา ๆ แน่นอนสาวใช้นางนี้ไม่กล้าทำอะไรทั้งสิ้น
การคาดคะเนของฟางฮุ่ยถือว่าแม่นมาก ในไม่ช้า นางได้ยินเสียงคนเดินมา ซูจิ่งเหอและชุยฉ้าวซี พร้อมผู้ติดตามสามถึงสี่คน กำลังเดินตรงไปยังประตูที่สอง ดูคล้ายว่ากำลังจะออกไปข้างนอกกัน
ฟางฮุ่ยยืนอยู่ในตำแหน่งไม่ดี นางอยากไล่ตามไป แต่ก็สายไปเสียแล้ว โชคยังดีที่นางได้ยินคำสนทนาระหว่างซูจิ่งเหอและชุยฉ้าวซี พูดว่ามะรืนนี้เขาจะเดินทางไกล และคืนนี้เขาจะไปร่ำสุราที่หออี้วฝู ถึงขนาดไม่เมาไม่กลับ....
ดวงตาหญิงสาวกลอกไปมา ฟางฮุ่ยพลันคิดแผนการหนึ่งขึ้นมาได้ทันใด
นางรีบพาเป่าเอ๋อร์กลับห้องพัก และไปหยิบชุดสีชมพู ทอลายดอกไม้สีทอง กุ๊นริมด้วยผ้าต่วนสีส้ม ด้านหน้าเสื้อคลุมป้ายทับกัน ส่วนกระโปรงจับจีบ ปักลายผักบุ้งห้าสีมาสวมใส่ นางเกล้าผมทรงมวยย้อนอย่างประณีตบรรจง ปักปิ่นทองรูปดอกฝูหรงอันทอประกายแพรวพราวลงในมวยผม ดอกฝูหรงนี้ถักทอจากเส้นทองประดับเม็ดทับทิม ส่วนใบทำด้วยหยกสีเขียว ลำต้นนั้นเป็นเส้นทองถักประดับด้วยไข่มุกรูปเมล็ดข้าว ในใจกลางดอกไม้มีพู่สีทองสองพู่ เส้นหนึ่งยาวเส้นหนึ่งสั้น ทิ้งตัวลงมาโดยที่ปลายพู่ประดับด้วยอัญมณีรูปหยดน้ำฝน หนึ่งสีแดง หนึ่งสีเขียว ซึ่งเปล่งประกายแพรวพราวงามล้อแสงไฟงดงามจับตายิ่ง
นอกจากนี้ ยังเอาเม็ดไข่มุกและดอกไม้ผ้าจำนวนหนึ่ง มาประดับตามเสื้อผ้า เพื่อให้ดูน่ารักดั่งดอกไม้ที่เบ่งบานท่ามกลางสายลมอ่อน ๆ หญิงสาวคาดเข็มขัดลายนกหลวนพร้อมห้อยหยกพก สวมสร้อยคอไข่มุก และสร้อยข้ออมืออัญมณี ผัดแป้งแต่งหน้าเสร็จ ก็ออกไปนอกจวนกับเป่าเอ๋อร์
หญิงสาวไม่ใช่คุณหนูสกุลซู ดังนั้นเมื่อนางต้องการออกไป คนเฝ้าประตูจึงไม่กล้าห้าม ได้แต่เพียงปล่อยนางไป แล้วส่งคนไปรายงานฟางฉิงเท่านั้น
ฟางฉิงไม่คิดอะไรมากหลังจากได้รับรายงาน ซูจิ่งเหอเพิ่งบอกนางว่าหากฟางฮุ่ยจะออกไปข้างนอก ให้ปล่อยเรื่องนี้ให้เป็นหน้าที่เขา นางก็เลยไม่สนใจ
หญิงสาวแอบเดาได้ลาง ๆในใจว่า ซูจิ่งเหอคงวางแผนอะไรบางอย่างเพื่อเล่นงานฟางฮุ่ยเป็นแน่
อย่างไรก็ตาม ในเมื่อสามีให้ตนเองเพียงนั่งดูงิ้ว นางควรนั่งดูงิ้วแต่โดยดี นางไม่ใช่แม่พระพอที่จะปล่อยให้ผู้อื่นมาปล้นชิงสามีตนไปต่อหน้าต่อตาได้ นางจะต้องเป็นห่วงผู้อื่นไปทำไม นางเป็นหนี้บุญคุณอีกฝ่ายหรือไร?
...
สนุกมากๆเลยค่ะแอด...รออัพตอนต่อไป
ตอบลบแอดรอตอนต่อไปอยู่นะค่ะ
ตอบลบรอตอนต่อไปอยู่นะคะ
ตอบลบข้ามารอท่านที่ท่าน้ำทุกวันเลย
ตอบลบ