วันศุกร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 295 ให้บทเรียน

         ขณะพูดไป ชายหนุ่มก็หัวเราะหึ ๆไปด้วย ครั้นแล้วจึงเอามือลูบคางแล้วเอ่ยขึ้น “ด้วยฐานะและการศึกษาของนายน้อยเป็นไปไม่ได้ที่จะด่าทอนางกลับ ใช่หรือไม่แต่มันจะไม่เป็นการลดค่าตัวเองเกินไปรึท่านพ่อตา ท่านบอกข้าทีว่าควรทำอย่างไรถึงจะดีน่ะ?”

        ซูจิ่งเหอแบมือทั้งสอง หน้าตาเขาดูกลุ้มใจและจนใจยิ่งนัก

  ฟางฟู่ถึงกับนิ่งอึ้งไป

        ฟางฉิงแอบส่งสายตาค้อนซูจิ่งเหอ หญิงสาวนึกขำอยู่ในใจ ที่สามีกล้าพูดคำว่า “การศึกษา” อย่างไม่ละอาย หากเขาเป็นบุคคลที่ได้รับการเลี้ยงดูแบบคนคงแก่เรียนมาจริง  ป่านนี้คงโดนหร่วนซื่อผู้ซึ่งน่ารำคาญและไร้ยางอาย ซ้ำยังชอบเรียกร้องความสนใจอย่างไร้เหตุผล ควบคุมจนอยู่ในโอวาทแล้ว!


        เคราะห์ดี เคราะห์ดีนัก ที่ความจริงสามีนางเป็นคนไม่มีการศึกษาเลย

        ซูจิ่งเหอทอดมองฟางฟู่ซึ่งยืนทึ่มทืออยู่ที่เดิม ชายหนุ่มแค่นเสียงเย็นอย่างรำคาญ “คล้ายว่าท่านพ่อตาไม่มีความจริงใจที่จะแก้ไขปัญหาเลยสักนิดในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็อย่าทำข้าเสียเวลาเลยนะ เพราะนายน้อยงานยุ่งมากไม่มีเวลามาอยู่สนทนาเป็นเพื่อนท่านหรอกซูฉวน อย่าลืมคำสั่งก่อนหน้าของนายน้อยแม้แต่คำเดียวนะ!”

  ขอรับ นายท่าน!”ซูฉวนขานรับเสียงลั่น

  ไม่ ไม่นะ!”ฟางฟู่แตกตื่นตกใจ มือเท้าเคลื่อนไหวเงอะงะ แล้วเอ่ยละล่ำละลัก “ลูกเขยผู้ทรงเกียรติ ท่านบอกมาเถิดต้องการให้ข้าทำอะไร!”

  ซูจิ่งเหอยิ้มเหยียดและเอ่ยเสียงแผ่ว “เอาเช่นนี้สิ ขึ้นอยู่กับท่านพ่อตาแล้วว่า จะมีความจริงใจหรือไม่ ข้าก็แค่อยากจะขจัดโทสะในใจข้าตั้งแต่เกิดจนโตมา มารดาข้าไม่เคยดุด่าข้าเช่นนี้!”

       ซูจิ่งเหอถลึงตาอย่างกราดเกรี้ยวใส่หร่วนซื่อซึ่งนั่งอยู่บนพื้น ยามนี้เขาเริ่มมีโทสะจริง 

ไม่ต้องพูดถึงมารดาข้าเลย กระทั่งบิดาก็ไม่เคยดุด่าข้าปานนี้ วันนี้นางกล้าทำเรื่องเช่นนี้ ลูกสาวนางเอง ก็มีจิตใจเคียดแค้นชิงชังด้วย

       ฟางฟู่บดกรามและกระทืบเท้า ครั้นแล้วก็เอ่ยขึ้น “ได้นังแก่สมควรตายเลอะเลือนนัก วันนี้ข้าจะให้บทเรียนนาง เพื่อแก้แค้นให้แก่ลูกเขยผู้ทรงเกียรติ!”

       “จัดการอย่างยุติธรรมด้วยล่ะ!”ซูจิ่งเหอเอ่ยเตือน

  ฟางฟู่พยักอย่างจำยอม แล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ใช่ ต้องจัดการอย่างยุติธรรม

เขาไม่มีความลังเลเลย เดินตรงมาหาหร่วนซื่อ พลางถลกแขนเสื้อไปด้วย จากนั้นมือหนึ่งจับคอเสื้อนาง อีกมือก็เงื้อขึ้นสูง “เพี๊ยะ!”เสียงตบหน้าดังสนั่น

        หร่วนซื่อนั้นมีรูปโฉมงดงามไม่น้อย ปกติเคยชินกับการทำตัวเอาแต่ใจไร้เหตุผลกับฝ่ายตรงข้าม นอกจากนี้ยังชอบสร้างเรื่องเรียกร้องความสนใจ จนควบคุมฟางฟู่ได้อยู่หมัด นางไม่เคยนึกฝันเลยว่า วันหนึ่งชายผู้นี้ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของนางจะกล้าตบตนเองอย่างสุดแรงเกิด!

  น้ำหนักแรงตบนี้ มันช่างหนักหน่วงเป็นพิเศษ เพราะไม่เพียงเป็นการตบ ซ้ำมันยังเป็นเครื่องหมายแสดงว่าตำแหน่งของนางในตระกูลได้เปลี่ยนไปแล้วนี่คือสิ่งที่นางรับไม่ได้อย่างแน่นอนที่สุด!

       ฟางฟู่ตบได้แรงนัก ตบจนศีรษะนางสะบัดไปข้างหนึ่งอย่างแรง ในหน้าซีกหนึ่งแสบร้อน หูได้ยินเสียงดังหึ่ง ๆดังอื้ออึงดวงตาจับจ้องอีกฝ่ายอย่างมึนงง

        เพราะไม่กล้าเชื่ออย่างถึงที่สุด ดังนั้นดวงตาของหร่วนซื่อจึงมองเหม่ออย่างโง่งม และเป็นเพราะเหตุการณ์เกิดขึ้นเร็วมากนางจึงยังไม่มีปฏิกิริยาในทันที

        พอนางเริ่มรู้สึกตัว “เพี๊ยะ!” นางก็โดนตบหนัก ๆไปอีกครั้ง ฟางฟู่แผดเสียงด่า “นางแก่เลอะเลือน ชอบก่อเรื่องดีนัก

      หร่วนซื่อไม่รู้ว่าคลื่นพลังขุมหนึ่งก่อเกิดมาจากตรงไหน มือทั้งสองของนางจึงตบตีใส่ฟางฟู่อย่างเกรี้ยวกราดสุดแรงและด้วยโทสะขุมใหญ่ดูคล้ายจะทำให้นางตวาดเสียงกร้าวกว่าปกติ “!!เจ้ากล้าตบข้า เจ้าคนสารเลว เจ้ากล้าตบข้ารึ

       ฟางฟู่ไม่สามารถต้านทานการสู้กลับของหร่วนซื่อได้ จึงปรากฏรอยข่วนเลือดซิบบนใบหน้ามากกว่าสองแห่ง

       หร่วนซื่อคลั่งแค้นด้วยโทสะ นางกรีดร้องและต่อสู้ เกรี้ยวกราดไม่หยุด   ราวกับสิงโตที่ถูกจับขังอยู่ในกรง

        ฟางฟู่ได้รับความเจ็บปวด โทสะจึงทวีขึ้น เขาด่าสาบแช่งและโต้กลับอย่างเดือดดาล

  ทั้งสองต่อสู้กันอย่างอุตะลุต กรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง ร้องตะโกนด่าทอด้วยโทสะเสียงดังปึงปัง ข้าวของในบ้านทุกชิ้นต้องมารับเคราะห์ ถึงกับพังพินาศชิ้นแล้วชิ้นเล่าตกแตกกระจายเป็นเสี่ยง 

  โว้วโว้ว!” ซูจิ่งเหอตะโกนเสียงลั่นอย่างร่าเริงเบิกบาน แล้วรีบดึงฟางฉิงถอยออกมาอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย พลางเอ่ยแย้มยิ้ม “ฉิงเอ๋อร์ ระวังด้วย เดี๋ยวจะบาดเจ็บเอา!”

        ฟางฮุ่ยเห็นภาพนี้แล้ว ให้รู้สึกหวาดกลัว หญิงสาวตกใจเสียขวัญ พลางหวีดร้องตะโกนเรียก “ท่านพ่อ ท่านแม่อย่าสู้กันอย่าสู้กัน!”

       แต่เวลานี้ หร่วนซื่อผู้เลือดเข้าตาและฟางฟู่ก็เป็นแบบเดียวกัน ไหนเลยจะได้ยินเสียงอื่นใดเล่าต่อให้พวกเขาได้ยิน ก็ไม่อาจหยุดตัวเองได้

       ฟางฮุ่ยกลัดกลุ้มและตื่นตระหนก นางอยากเข้าไปห้าม แต่ไม่กล้า หญิงสาวรู้สึกปวดใจเมื่อเห็นมารดานางถูกทุบตี ทั้งตกใจเมื่อเห็นรอยเล็บบนใบหน้าบิดา นางอับจนหนทาง ได้แต่ร้องตะโกนห้ามอย่างไร้ประโยชน์

      ดวงตาหญิงสาวเหลือบมองไปอย่างไม่ตั้งใจ จึงเห็นซูจิ่งเหอและฟางฉิงซึ่งยังอยู่ดีมีสุข กำลังเฝ้าดูงิ้วด้วยกันอย่างใกล้ชิดสนิทสนม ซูจิ่งเหอระบายยิ้มอ่อนโยนเต็มใบหน้า ไม่รู้ว่าชายหนุ่มกำลังคุยอะไรกับฟางฉิง ฟางฉิงเงยหน้าส่งยิ้มกลับรู้สึกถึงสายใยรักอันหนักแน่นมั่นคงระหว่างกัน ราวกับไม่มีใครเข้าไปแทรกกลางได้

       ฟางฮุ่ยชิงชังและริษยานัก นางบดกรามกรอด  พลางสาปแช่งในใจ ฟางฉิง เจ้ามันนางแพศยาต่ำต้อย เจ้าทำให้นายท่านซูแสดงออกกับเจ้าเช่นนี้ได้อย่างไรทั้งหมดนี่มันควรเป็นของข้าสิน่าเสียดายนักที่ข้าเกิดช้าไปสองสามปี ไม่เช่นนั้น จะต้องมีเพียงข้าเท่านั้นที่แต่งเข้าสกุลซู ไหนเลยเจ้าจะได้ครอบครองทุกสิ่ง?ไหนเลยจะเป็นเจ้าที่มาแสดงบทบาทนี้ต่อหน้าข้า!

  ฟางฮุ่ยเกลียดแสนเกลียด คืนนั้นนางไม่ได้พักผ่อน ใบหน้าที่เดิมทีก็ซีดเซียวและหมองคล้ำอยู่แล้ว ก็ยิ่งดูน่าเกลียดและบิดเบี้ยวเข้าไปใหญ่ หญิงสาวกัดริมฝีปาก แล้วหันกลับไปมองบิดามารดาที่ยังคงส่งเสียงกรีดร้องตะโกนและต่อสู้กัน แต่ละคนเสื้อผ้าผมเผ้าหลุดลุ่ยกระเซอะกระเซิงดูไม่ได้ ความเกลียดชังของนางยิ่งล้ำลึกขึ้นเรื่อย  เหตุใดเจ้าถึงได้ตอบตกลงแต่งงานเร็วนักไฉนไม่รอสักสองสามปีรอจนข้าโตก่อนแล้วค่อยให้คำตอบไฉนข้าไม่เกิดให้เร็วกว่านี้ข้าชังเจ้า ข้าชังเจ้าแทบจะตายแล้ว!

ทั้งหมดเป็นเพราะเจ้า เจ้าทำลายชีวิตข้า!

  หญิงสาวจับจ้องบิดามารดาอย่างเย็นชา ดวงตาของฟางฮุ่ยไม่มีแววตื่นตกใจและวิตกกังวลอีกต่อไป ซ้ำยังเต็มไปด้วยความเกลียดชังและยังยินดีที่จะได้เห็นความพินาศย่อยยับของอีกฝ่าย

  นางพลันก้มหมอบลงอย่างเงียบเชียบ แล้วหยิบเศษกระเบื้องคม ๆจากพื้นมาชิ้นหนึ่งไว้ในมือ แล้วลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว จากนั้นจึงแสร้งทำเป็นร้องเรียก “ท่านพ่อ ท่านแม่อย่าสู้กัน!”แต่นางกลับโผเข้าหาฟางฉิงสุดแรง!

       หญิงสาวจิกเศษกระเบื้องคมในมือแน่น คิดในใจเพียงว่าจะกรีดใบหน้าฟางฉิงให้ได้!

       นางบดกรามแน่นและเอ่ยในใจ นางแพศยา ข้าจะกรีดหน้าเจ้า ข้าจะดูสิว่า หากเจ้ามีใบหน้าอย่างนี้แล้วยังจะมีอะไรมายั่วยวนนายท่านซูได้อีก!

       หากเข้าไปใกล้พอ ฟางฮุ่ยอาจทำสำเร็จ

   อนิจจาที่นางอยู่ไกลจากฟางฮุ่ยและซูจิ่งเหอไปหน่อย ปัญหาใหญ่สุดของนางก็คือ ทำอย่างไรถึงจะไม่ให้เหยื่อทันรู้สึกตัว!

  พอเห็นนางโผเข้าหาตนเองด้วยใบหน้าที่น่ากลัว ฟางฉิงไหวเปลือกตา สีหน้านิ่งสงบ ไม่ขยับตัวเลยสักนิด

        น่าหัวเราะนัก ถึงขั้นนี้แล้วก็ยังไม่ยอมถอดใจ!

        แน่นอน มีคนประเภทหนึ่งในโลก ซึ่งเกิดมามีจิตใจคับแคบใจคอโหดเหี้ยมอำมหิต ไม่ชนกำแพงทิศใต้ ไม่หันหลังกลับ(ดื้อดึงไม่ฟังความคิดเห็นของผู้อืน)!

  ฟางฉิงยืนนิ่งไม่ขยับตัว ซูจิ่งเหอก็ไม่ขยับตัวด้วย ซูฉวนก้าวพรวดตรงเข้ามา แล้วยกมือกั้นฟางฮุ่ย ครั้นแล้วจึงซัดฝ่ามือใส่นางจนกระเด็นล้มกลิ้งบนพื้น เพราะความเจ็บปวดสุดแสนและโทสะอันพวยพุ่ง ฟางฮุ่ยจึงกรีดร้องอย่างไม่ยินยอม ซูฉวนเหลือบมองแล้วยิ้มเยาะอย่างดูถูก

       พอเห็นฟางฉิงยังคงยืนนิ่งอย่างสง่ามงามสูงส่งอยู่ที่เดิม เห็นซูจิ่งเหอกุมมือนางไว้ ซ้ำยังเห็นแววดูแคลนและเยาะเย้ยในสายตาของคนทั้งคู่ ฟางฮุ่ยก็ทนไม่ได้ “อ๊าย!”หญิงสาวกรีดร้อง หัวสมองพลันว่างเปล่า หญิงสาวรู้สึกหายใจไม่ทันจากนั้นก็คอพับหมดสติไป

  ...

 

5 ความคิดเห็น:

  1. สนุกมากๆเลยค่ะแอด....รออัพตอนต่อไปค่ะแอด

    ตอบลบ
  2. รอตอนต่อไปอยู่นะค่ะแอด

    ตอบลบ
  3. มารอแอคที่ท่าน้ำทุกวันเลย

    ตอบลบ
  4. ทำไมถึงคิดเข้าข้างตัวเองได้ขนาดนี้

    ตอบลบ
  5. ไม่ระบุชื่อ15 มกราคม 2566 เวลา 05:05

    เรื่องนี้ยิ่งอ่านยิ่งสนุก ครบรสจริงๆ

    ตอบลบ