ถึงแม้ครอบครัวพวกเขาเป็นทาสที่ถูกซื้อมา ทว่าเหลียนฟางโจวย่อมเคารพความคิดเห็นของพวกเขาในระดับหนึ่ง
เหนืออื่นใด นี่คือครอบครัวที่หญิงสาวรู้สึกอยากให้มาเป็นแขนขา เธอจึงบ่มเพาะพวกเขาให้กลายมาเป็นคนสนิทให้ทำงานตำแหน่งสำคัญ หญิงสาวอยากให้พวกเขามีเป้าหมายร่วมกันกับเธอ ภายใต้สถานการณ์ใด ๆก็ตาม เผื่อเธอเกิดตายขึ้นมา พวกเขาจะไม่มีทางทรยศเธอเด็ดขาด
ปณิธานของผู้คนมักไม่มั่นคง และบางทีอาจถูกเงินซื้อได้
พอเห็นเหลียนฟางโจวไม่พูดอะไร จางเลี่ยงก็เริ่มวิตก “คุณหนู บ่าวไม่กลัวความยากลำบากเลยจริงๆ ! ได้โปรดเถิดคุณหนู! ท่านรับปากข้าด้วยเถิดขอรับ!”
“ในเมื่อเป็นแบบนี้ เจ้ากลับไปก่อนเถิด แล้วรออีกสักหน่อย ให้ข้าได้ไถ่ถามบิดามารดาเจ้าก่อน หรือไม่ เจ้าก็กลับไปหารือกับบิดามารดาได้หรือไม่?”เหลียนฟางโจวพูด
จางเลี่ยงผิดหวังเล็กน้อยแต่ยังคงมีความหวัง เขาลังเลชั่วครู่ครั้นแล้วก็พยักหน้า เอ่ยอย่างฝืดฝืน “เช่นนั้นบ่าวจะกลับไปหารือกับท่านพ่อท่านแม่ขอรับ”
“อื้ม ไปถิด!”เหลียนฟางโจวระะบายยิ้ม
จางเลี่ยงล่าถอยไปอย่างนอบน้อม เหลียนเจ๋อคลี่ยิ้มให้เหลียนฟางโจว “พี่ใหญ่ ข้าคิดว่าวรยุทธ์ของจางเลี่ยงก็ดีมากด้วย พี่ใหญ่ก็ตกลงเถิดนะ! ข้าจะได้มีเพื่อนร่วมฝึกด้วย!”
ที่สำคัญกว่านั้น ภายหน้าจะมีใครอยากรังแกพวกตนอีก ในเมื่อครอบครัวเขามีผู้ช่วยที่เก่งวรยุทธ์มาเสริมทัพอีกคน!
เหลียนฟางโจวเหล่ตามองอาเจี่ยน ครั้นแล้วก็พูดติดตลก “เรื่องนี้ข้าไม่นับ เจ้าอาจต้องถามท่านอาจารย์เจ้าด้วย!”
เหลียนเจ๋อหันไปมองอาเจี่ยนอย่างคาดหวัง
อาเจี่ยนหัวเราะ “จางเลี่ยงน่ะ ตามเจ้าตัวพูดมา ดูเป็นคนไม่กลัวความยากลำบาก แต่ในแง่สติปัญญา ดูจะแย่ไปนิด หากเขาอยากเรียนจริง ๆ ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้”
เหลียนเจ๋อรีบชิงพูดพร้อมรอยยิ้ม ”ที่เรียกว่าความขยันน่ะ สามารถชดเชยความงุ่มง่ามได้นะ และในเมื่อเขาพร้อมแบกรับความลำบาก จะมีสักกี่เรื่องที่ทำไม่ได้เล่า! พี่เจี่ยน ให้เขาเรียนด้วยกันเถิดนะ! แล้วถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรงตอนเย็นก็ให้มาท่องจำตัวอักษรด้วยกันดีไหม”
เหลียนฟางโจวรีบเอ่ย “ข้ายังบอกไม่ได้ เรามาดูกันก่อนว่าบิดามารดาเขาจะว่าอย่างไร! หากบิดามารดาเห็นด้วย และอาเจี่ยนเต็มใจสอน ข้าย่อมไม่ขัดขวาง!”
เหลียนเจ๋อแสนยินดี รอยยิ้มฉายชัดอยู่เต็มใบหน้า “ข้าคิดว่าลุงจางและคนอื่น ๆจะต้องตกลงแน่! จางเลี่ยงไม่เหมือนคนในหมู่บ้านเรา เขาจะมุ่งมั่นไม่ย่อท้อแน่นอน!”
เนื่องจากอาเจี่ยนได้แสดงฝีมือสังหารหมาป่าจนสิ้นซาก คนหนุ่มหลายคนในหมู่บ้านจึงพากันร่ำร้องอยากเรียนวรยุทธ์กับเขา เหลียนเจ๋อก็เป็นที่นิยมเพิ่มขึ้นด้วย เขานับตัวเองเป็นศิษย์พี่ใหญ่ และตั้งตารอศิษย์น้องที่จะทยอยเข้ามาเรียน
ทว่าจะมีคนสักกี่คนที่อยากเรียนจริง ๆจัง ๆเล่า? หลังจากความตื่นเต้นและกระตือรือร้นผ่านไปชั่วระยะเวลาหนึ่งสิ่งที่เหลือกลับมีเพียงความเบื่อหน่ายและความทุกข์ยากที่คล้ายไม่จบไม่สิ้น ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาเต็มใจแบกรับ
ในไม่ช้า ก็ไม่มีใครมาเยือนถึงประตูบ้านอีก แน่นอน พวกเขายังให้ความเคารพอาเจี่ยนมิเสื่อมคลาย
เหลียนเจ๋อขุ่นเคืองใจในเรื่องนี้นัก เด็กหนุ่มบ่นตำหนิคนเหล่านั้นที่ไม่มีความพยายาม อาเจี่ยนได้แต่คลี่ยิ้มบางและปลอบใจเขาสองสามคำ เดิมทีเขาไม่ได้ตั้งใจสอนคนพวกนั้นอย่างจริงจังเสียหน่อย เพราะวรยุทธ์หาใช่สิ่งที่ใคร ๆก็สามารถเรียนได้
ตอนนี้ได้ยินอาเจี่ยนบอกว่าจางเลี่ยงน่าจะเป็นคนที่สู้ความลำบากและเต็มใจเรียนรู้ เหลียนเจ๋อก็พลันมีกำลังใจขึ้น ไหนเลยจะไม่ไปตื้อเหลียนฟางโจวอีกเล่า?
จางเลี่ยงเองก็ไม่ทำเขาผิดหวังด้วย เย็นวันนั้นเด็กหนุ่มก็กลับมาอีก มาบอกกล่าวว่าบิดามารดาตนเห็นชอบแล้วและขอร้องเหลียนฟางโจวให้ช่วยเขาสมปรารถนา
ครั้นแล้วเหลียนฟางโจวจึงไปถามหลี่ซื่อและจางเสี่ยวจุนด้วยตนเอง นางเห็นชัดว่าหลี่ซื่อดูฝืนใจ แต่พวกเขาก็ค้อมศีรษะตกลงในที่สุด พลางเอ่ยย้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า หากจางเลี่ยงเรียนไม่ไหว หรือเกเรดื้อดึง ก็ขอให้คุณหนูไม่ต้องลังเล ขับเขากลับไปได้เลย
หลังเหลียนฟางโจวจากไป หลี่ซื่อก็เอ่ยกับสามีอย่างกลัดกลุ้ม “อาเลี่ยงเป็นบ้าอะไรของเขากันนะ? จะต้องไปเรียนวรยุทธ์อะไรนั่นด้วยรึ? เฮ่อ ดำเนินชีวิตอย่างสุขสบายไม่ดีหรือไร! ใจข้ามักรู้สึกไม่สงบหน่อย ๆ ข้ามักรู้สึกว่า...เมื่อเร็วๆนี้เขาดูมีเรื่องคิดหนักมากมาย และดูไม่เป็นเหมือนแต่ก่อน!”
เหตุใดจางเสี่ยวจุนจะไม่รู้สึกเล่า? เขาตระหนักชัดว่าจางเลี่ยงเปลี่ยนไป คืนนั้นจึงมีการสนทนากันใหญ่โตระหว่างสองสามีภรรยากับบุตรชายถึงเรื่องที่เป็นกังวลอยู่
บุตรชายเชื่อฟังบิดามารดา เขาให้คำมั่นกับตนเองอย่างจริงจังว่า เขาจะไม่กล้าคิดอะไรที่ไม่ถูกไม่ควรกับคุณหนูสี่ แม้แต่การแอบเหลือบมองคุณหนูสี่ เขาก็จะไม่ทำ และจะไม่มีทางเข้าไปใกล้ชิดหรืออยู่ต่อหน้าคุณหนูสี่ ไม่ว่าจะตั้งใจหรือโดยบังเอิญ ฝ่ายผู้เป็นบิดามารดาได้สังเกตุดูบุตรชายตนเองมาสักระยะ ก็เห็นว่าเขาทำตามนั้นจริง ๆ
อย่างไรก็ตาม เขาก็ไม่เหมือนอย่างแต่ก่อนแล้ว
“ข้าคิดว่าเรียนรู้วรยุทธ์ไว้นิดหน่อยเป็นสิ่งที่ดี” จางเสี่ยวจุนกลัวว่าภรรยาจะสงสัยที่ตนเองคิดอะไรก็ไม่บอกนางครั้นแล้วจึงหัวเราะและเอ่ยปลอบ “การมีทักษะมากขึ้น และมีทางเลือกมากขึ้นเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้รึ? ในกรณีที่ภายหน้ามีเหตุให้เราอยู่กับครอบครัวนี้ไม่ได้ ต่อให้เราได้ไปทำงานกับบ้านนายจ้างใหม่ มันจะดีสำหรับเขานะ! เจ้าวางใจเถิด ลูกเจ้าเอง เจ้ายังไม่เข้าใจนิสัยของเขารึ? เขาจะไม่ใช้วรยุทธ์ไปทำเรื่องเลว ๆแน่นอน!”
“ก็จริงของท่าน!”ใจของหลี่ซื่อที่หนักอึ้งก็พลันคลายลง รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้านางในที่สุด
เมื่อจางเลี่ยงได้รับการยืนยันตอบรับ เด็กหนุ่มดีใจมาก เขาคุกเข่าขอบคุณเหลียนฟางโจว และแล้วก็โขกหัวให้อาเจี่ยนอย่างเคารพนบนอบ “ภายหน้าต้องลำบากท่านเจี่ยนแล้ว!”
“ลุกขึ้น ภายหน้าก็ไม่ต้องคำนับอะไรกันมากมายแล้ว ข้าขอให้เจ้าเข้มงวดกับตัวเองให้มาก หากเจ้ามุ่งมั่นไม่ย่อท้อ และไม่ล้มเลิกกลางครัน ก็จะไม่มีสิ่งใดขัดขวางเจ้าได้!” อาเจี่ยนพึงพอใจทีเดียวเมื่อได้ยินว่าอีกฝ่ายไม่ได้เรียกตนเองว่า “อาจารย์” เขาเป็นคนไม่มีหัวนอนปลายเท้า เป็นไปไม่ได้ที่ยอมรับอะไรอย่างเช่น ลูกศิษย์ ได้
นอกจากนี้ ไม่ใช่ว่าใครจะสามารถกราบเขาเป็นอาจารย์ได้
“เอาล่ะ! ลุกขึ้น!”เหลียนเจ๋อดึงเขาขึ้นมาอย่างร่าเริงยินดี พลางหัวเราะ “ประเสริฐนัก ภายหน้าเราต่างสามารถเรียนรู้จากกันและกันได้ และเจ้าต้องมุ่งมั่นเอาจริงนะ!”
เหลียนฟางโจวกับอาเจี่ยนได้ฟังแล้วรู้สึกขบขัน
“อื้ม” จางเลี่ยงพยักหน้าจริงจัง
เหลียนฟางฉิงเข้ามาในเรือนพร้อมเสี่ยวฮุย พอเห็นจางเลี่ยงที่นี่ ดวงตาเด็กน้อยก็เป็นเปล่งประกายวาววับ พลางร้องเรียกพร้อมรอยยิ้ม “อาเลี่ยง!”ครั้นแล้วจึงเอ่ยถาม “พี่รองเพิ่งพูดอะไรไปรึ? ใครที่พี่รองอยากเรียนรู้จากเขาน่ะ!?”
เหลียนเจ๋อยิ้ม “ภายหน้าอาเลี่ยงจะมาเรียนฝึกฝนวรยุทธ์กับพี่เจี่ยนด้วยคนน่ะ แน่นอนพวกเราสามารถเรียนรู้จากกันและกันได้!”
“จริง ๆรึ? เยี่ยมไปเลย!” เหลียนฟางฉิงยกมุมปากนิดหนึ่ง พลางปรบมือพร้อมเสียงหัวเราะ “อาเลี่ยง เจ้าต้องฝึกหนัก ๆนะ ข้าจะคอยดูเจ้าเอาชนะพี่รองบ้าง !”
“เด็กน้อยอันธพาล ใครกันที่หารังนกให้เจ้า ใครกันที่เป็นเพื่อนเจ้าพาเสี่ยวฮุยไปเดินเล่น!” เหลียนเจ๋อหัวเราะ
เหลียนฟางฉิงแยกเขี้ยวยิงฟัน แล้วแกล้งทำปากคว่ำ “ทว่าทุก ๆครั้งท่านก็ฝืนใจเต็มทน มีเวลาเมื่อไรก็เอาแต่หมกมุ่นเรื่องฝึกวรยุทธ์! ฮึ่ม เมื่ออาเลี่ยงเอาชนะท่านได้เมื่อไร ก็จะสอนให้ท่านรู้ว่า ถึงไม่มีเวลาว่าง ก็สามารถเรียนรู้วรยุทธ์ได้ดีกว่า!”
“โอ้ สาวน้อยของข้าช่างพูดได้มีเหตุผลนัก!” หลายคนหัวเราะเมื่อได้ยิน และเหลียนฟางโจวก็หัวเราะด้วย
“มันไม่มีเหตุผลหรือไร! พี่ใหญ่ก็เห็นด้วยกับข้า ใช่ไหม?”
“เหลือทนจริง ๆ คิดจะดึงพี่ใหญ่ลงน้ำไปด้วย!” เหลียนเจ๋อเอ่ย
จางเลี่ยงก็ยิ้มทึ่มทื่อไปด้วย แต่ใบหน้าเขาแดงเรื่อ ๆ ตั้งแต่เริ่มต้นที่เด็กหนุ่มเห็นฟางฉิงเดินเข้ามา เขาก็ไปยืนก้มหน้าหลบอยู่ข้าง ๆแล้ว และไม่กล้ามองอีกฝ่ายเลย
พอได้ยินนางใช้เสียงอันนุ่มนวลไพเราะกังวานใสมาบอกให้ตัวเขาฝึกวรยุทธ์ให้เก่งเพื่อเอาชนะนายท่านรอง ใจของจางเลี่ยงก็เต้นกระหน่ำยากจะเอ่ยคำพูดออกมา ทว่าตอนนี้เขาเร่าร้อนด้วยความคิดหนึ่งเดียวในใจ นั่นคือ คุณหนูสี่ขอให้ข้าฝึกวรยุทธ์เอาชนะนายท่านรองให้ได้ ตราบใดที่คุณหนูสี่มีความสุข ไม่ว่านางจะให้ข้าทำอะไร ข้าล้วนเต็มใจ....
...
สนุกมากๆเลยค่ะ รอตอนต่อไปอยู่นะค่ะ
ตอบลบหนุ่มน้อยหลงรักสาวน้อยอายุ 4ขวบ
ตอบลบเอ็นดูหนุ่มน้อย
ตอบลบ