วันจันทร์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2568

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1031 เข้าจวน

 

บทที่  1031 เข้าจวน

 

อาหญิงสามยิ้มอย่างเบิกบาน พลางสวดมนต์และเอ่ยว่า “ชิงเอ๋อร์ของเรายังไงก็เชื่อฟังที่สุด!” เมื่อเห็นชุนซิ่งยืนยิ้มอยู่ข้าง ๆ ก็รีบพูดต่อว่า “ยังมีฟางโจวและอาเจ๋อก็ยอดเยี่ยมมาก ถ้าไม่ใช่เพราะพวกเขาสร้างฐานะที่ยิ่งใหญ่นี้ขึ้นมา และถ้าไม่ใช่เพราะฟางโจวเลือกสามีได้ดีแบบนี้ เราก็คงไม่ได้มาถึงเมืองหลวงและเห็นความยิ่งใหญ่แบบนี้หรอก!”

คำพูดนี้ทำให้ทั้งเหลียนฟางชิงและชุนซิ่งต่างก็หัวเราะออกมา

เมื่อมาถึงประตูเมือง อาหญิงสามเลิกมุมม่านขึ้นมองกำแพงเมืองสูงตระหง่านที่ดูเหมือนจะพุ่งขึ้นไปถึงท้องฟ้า ก็พลันรู้สึกเวียนหัว ใจเต้นรัวด้วยความตื่นเต้น ขาจนเริ่มสั่น พลางพูดกับเหลียนฟางชิงด้วยเสียงสั่น ๆ ว่า “กำแพงเมืองหลวงนี่สูงใหญ่จริง ๆ แค่เห็นก็น่ากลัวแล้ว! ไม่แปลกใจเลยที่เขาว่าที่นี่คือที่ขององค์จักรพรรดิ ข้าขาสั่นหมดแล้ว!”

เหลียนฟางชิงหัวเราะเบา ๆ “กำแพงเมืองที่สูงใหญ่แบบนี้ถึงจะปลอดภัยไง ท่านจะกลัวอะไรล่ะ!”

เมื่อเข้ามาในเมือง ตลอดทางเต็มไปด้วยความเจริญรุ่งเรืองและทิวทัศน์ที่งดงาม อาหญิงสามและเหลียนฟางชิงมีเรื่องคุยกันไม่รู้จบ อาหญิงสามยังไม่หยุดที่จะตื่นตาตื่นใจ

ไม่นานนัก พวกเขาก็มาถึงจวนเว่ยหนิงโหว

รถม้าขับเข้าทางประตูข้าง ตรงไปหยุดที่ประตูที่สอง

ภายในเรือน แม่บ้านกว่างและแม้บ้านที่ดูแล รวมถึงสาวใช้ทั้งหลายกำลังรออยู่ มีทั้งไห่ถังและเหลียนจื่อ

สาเหตุที่จัดเตรียมการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่แบบนี้ เหลียนฟางโจวต้องการบอกทุกคนว่านางให้ความสำคัญกับอาหญิงสามมาก และไม่ยอมให้ใครดูแคลนหรือปฏิบัติไม่ดีต่ออาหญิงสาม

เมื่อเห็นพวกเขามา ทุกคนรีบก้าวขึ้นมาพร้อมรอยยิ้มและทำความเคารพ พูดว่า "คารวะอาหญิงสามและคุณหนูเจ้าค่ะ!"

เหลียนฟางชิงที่เคยชินกับสิ่งเหล่านี้แล้วไม่ได้รู้สึกอะไร แต่อาหญิงสามกลับตกใจเล็กน้อย โชคดีที่ในช่วงหลายปีที่หมู่บ้านต้าฟาง นางได้รับความเคารพและถือว่าเป็นคนสำคัญ จึงคุ้นเคยกับการเป็นคนมีอำนาจ แม้จะเห็นบรรดาหญิงรับใช้แต่งกายเรียบร้อย สง่างาม และมีท่าทางไม่ธรรมดา แม้จะรู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อยแต่ก็ไม่ถึงกับกระทบต่อการแสดงออก

นางไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่ตามเหลียนฟางชิงไปเท่านั้น

"ท่านโหวและฮูหยินกำลังรออาหญิงสามและคุณหนูอยู่เจ้าค่ะ! เชิญทางนี้!" แม่บ้านกว่างยิ้มย้าและก้าวขึ้นมา

ชุนซิ่งจึงสั่งให้บรรดาหญิงรับใช้และสาวใช้รุ่นเล็ก นำสัมภาระเข้าไป ทุกคนจึงพาอาหญิงสามและเหลียนฟางชิงเข้าไป

แม้จะเป็นเวลากลางคืนที่มองเห็นไม่ชัดเจน แต่ระหว่างทางที่เดินผ่านมาก็เห็นต้นไม้ดอกไม้เขียวชอุ่ม เรือนสูงใหญ่ ลานบ้านเชื่อมต่อกันไปเรื่อย ๆ ประตูหนึ่งต่อด้วยอีกประตูหนึ่ง ดูยิ่งใหญ่อลังการจนทำให้คนมองรู้สึกตื่นตาตื่นใจ

 

อาหญิงสามอดชมเชยไปตลอดทางไม่ได้ และรู้สึกภาคภูมิใจเป็นอย่างมาก

เมื่อเดินมาได้ไม่ไกล เหลียนฟางโจวและหลี่ฟู่ก็ออกมาต้อนรับ

พออาหญิงสามเห็นทั้งสองคน น้ำตาก็เอ่อขึ้นในทันที อดไม่ได้ที่จะพูดออกมาด้วยความตื้นตัน “ฟางโจว! อาเจี่ยน! อาคิดถึงพวกเจ้าแทบทนไม่ไหวแล้ว!”

อาหญิงสาม!” เหลียนฟางโจวรู้สึกอบอุ่นในใจ เดินขึ้นมาจับมือของอาหญิงสามแล้วเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม “ข้าก็คิดถึงท่านเช่นกัน! ท่านต้องลำบากมากแน่ ๆ ในการเดินทางครั้งนี้!”

หลี่ฟู่ก็ทักทายด้วยรอยยิ้มเช่นกัน

อาหญิงสามยิ้มกว้าง “ได้นั่งเรือลำใหญ่ก็เลยไม่เมาคลื่น ช่างดียิ่งนัก! โอ้ เมืองหลวงนี้ช่างใหญ่โตจริง ๆ บ้านเรือนและลานสวนของพวกเจ้าก็ใหญ่โตเหลือเกิน มองยังไงก็เห็นไม่สุด ไม่รู้ว่าจะอยู่กันยังไงหมด!”

คำพูดนี้ทำให้ทุกคนหัวเราะออกมา

เหลียนฟางโจวหันไปมองเหลียนฟางชิงอีกครั้ง

เหลียนฟางชิงทำความเคารพแล้วพูดด้วยรอยยิ้มประจบ “พี่ใหญ่ที่รัก ท่านดูข้าสิ ข้าไม่ได้พาเจ้าเสี่ยวฮุยมาด้วยนะ รอให้ข้ากับอาหญิงสามร่วมงานแต่งของพี่ชายเสร็จแล้ว พวกเราค่อยกลับไปด้วยกัน!”

อาหญิงสามคงจะได้รับฟังคำพูดของเหลียนฟางชิงมาตลอดทาง เมื่อได้ยินแบบนี้ก็พยักหน้ารัว ๆ แล้วรีบพูดว่า “ใช่แล้ว ๆ ฟางโจว อย่าโกรธชิงเอ๋อร์เลยนะ ข้าให้ชิงเอ๋อร์มาเป็นเพื่อน ไม่อย่างนั้นก็ไม่มีใครมาคุยกับข้า เจ้าคงไม่รู้ว่าตอนนั้นจะยุ่งมากแค่ไหน! อีกอย่าง อาเจ๋อจะแต่งงานแล้ว เช่อเอ๋อร์ต้องมาที่นี่เพื่อมาศึกษาต่อ ทว่าชิงเอ๋อร์เป็นน้องสาวแท้ ๆ แถมนางยังว่างๆไม่มีอะไรทำด้วย หากนางไม่มาก็คงไม่ดีกระมัง!”

เหลียนฟางโจวทำตาเขียวใส่เหลียนฟางชิง แต่พอเห็นท่าทางน่าสงสารของอีกฝ่ายย นางก็ทั้งฉุนทั้งขำจึงเอ่ยขึ้น “เจ้าเด็กน้อยไร้หัวใจ พี่สาวคนนี้ของเจ้าว่าอะไรเจ้าหรือ? พอมาถึงก็มีข้อแก้ตัวเป็นชุด ๆ ตอนนี้เจ้ามาแล้ว ข้าจะไล่เจ้าออกไปได้ยังไง? ทว่าเจ้าต้องอยู่ในจวนของข้าอย่างเชื่อฟัง และห้ามออกไปข้างนอกคนเดียว เข้าใจหรือไม่?”

เข้าใจแล้ว! เข้าใจแล้ว! พี่ใหญ่พูดอะไรข้าก็ฟังทั้งนั้น!” เหลียนฟางชิงรีบเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม

นางรู้ดีว่าพี่สาวคนนี้ เวลาที่อ้อนวอนไม่ได้ผล วิธีที่ดีที่สุดคือทำตามทุกอย่างที่พี่สาวพูด หากกล้าขัดขืน ผลลัพธ์คงออกมาไม่ดีแน่

หลี่ฟู่เองก็หัวเราะแล้วเอ่ย “เข้าใจแล้วก็ดี พี่สาวของเจ้าก็ทำเพื่อเจ้านั่นแหละ ดึกแล้วละ ฮูหยิน เชิญอาหญิงสามกับคนอื่น ๆ เข้าไปด้านในเถอะ!”

เหลียนฟางชิงรีบเอ่ย “พี่เขยพูดถูกแล้วเจ้าค่ะ!” แล้วพาอาหญิงสามเข้าไปข้างในพร้อมกับหลี่ฟู่และเหลียนฟางโจว

เหลียนฟางโจวและหลี่ฟู่รับสำรับมื้อเย็นร่วมกับอาหญิงสามและเหลียนฟางชิง วันนี้เหลียนเจ๋อมีธุระจึงไม่ได้มา พรุ่งนี้ตอนเย็นถึงจะรวมตัวกันทั้งครอบครัวเพื่อต้อนรับพวกเขา

เมื่อเห็นซู่เอ๋อร์ อาหญิงสามดีใจจนเรียกเขาว่า "แก้วตาดวงใจของข้า" แล้วก็ยื่นแขนออกไปจะอุ้มเขา

 

ซู่เอ๋อร์ที่ตอนนี้เริ่มเข้าใจอะไรมากขึ้น มองเหลียนฟางโจวและหลี่ฟู่ เหลียนฟางโจวก็ยิ้มและลูบผมเขาเบา ๆ พลางพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “นี่คือท่านย่าสามของเจ้า เรียกท่านสิ”

ซู่เอ๋อร์จึงยอมให้อาหญิงสามอุ้มและเรียกท่านว่า "ท่านย่าสาม" ด้วยเสียงอันน่ารัก ทำให้อาหญิงสามดีใจจนไม่รู้จะเอ็นดูเขายังไงดี

อาหญิงสามหันไปพูดกับเหลียนฟางโจวด้วยรอยยิ้ม “ได้ยินว่าเจ้าคลอดบุตรชาย ข้าก็คิดมาตลอดว่าจะได้เห็นเขาเมื่อไหร่ วันนี้ในที่สุดก็ได้เห็นแล้ว! เขาน่ารักกว่าที่ข้าคิดไว้เสียอีกนะ!”

พูดพลางหยิบผ้ายันต์ออกมาจากอกเสื้ออย่างระมัดระวัง แล้วยื่นให้เหลียนฟางโจวพร้อมกับยิ้มและกล่าวว่า “นี่เป็นผ้ายันต์ที่ข้าไปขอให้หลังจากซู่เอ๋อร์เกิด และได้บูชาไว้หน้าพระโพธิสัตว์กวนอิม ตั้งใจจะเอามาให้พวกเจ้าตอนที่มาหาพวกเจ้าในเมืองหลวง”

เหลียนฟางโจวขอบคุณพร้อมรอยยิ้ม แล้วก็สวมให้ซู่เอ๋อร์ก่อนจะเก็บไว้ในเสื้ออย่างระมัดระวัง

ทุกคนจึงไปนั่งรับประทานอาหารที่ห้องอาหาร

เมื่อเห็นอาหารเต็มโต๊ะ อาหญิงสามก็ตั้งคำรำพึงว่ามันเยอะเกินไป กลัวว่าจะกินไม่หมดและเสียดายอาหาร เหลียนฟางโจวจึงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ท่านมาเยี่ยมเราทั้งที ถ้าไม่จัดอาหารดี ๆ ให้ท่าน จะสมกับท่านได้อย่างไร? พวกท่านเพิ่งมาถึง เกรงว่าจะไม่คุ้นเคยกับอาหาร อาหารที่นี่ส่วนมากจะเป็นอาหารเบา ๆ กินเยอะ ๆ ก็ไม่เป็นไร ทุกจานเราเตรียมมาไม่เยอะ ไม่เสียของแน่นอนเจ้าค่ะ!”

อาหญิงสามขานรับ "อื้ม" แล้วก็ยิ้มก่อนเอ่ย "ข้าแค่พูดไปอย่างนั้นเอง ตอนนี้พวกเจ้ามีฐานะและสถานะไม่เหมือนเดิมแล้ว แบบนี้ไม่นับว่าเป็นการสิ้นเปลืองอะไร!"

ทุกคนต่างหัวเราะกันออกมา เหลียนฟางโจวจึงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม "อาหญิงสาม ไม่ว่าจะมีสถานะหรือฐานะอะไร ท่านก็ยังเป็นอาหญิงสามของข้าเหมือนเดิมเจ้าค่ะ!"

อาหญิงสามรู้สึกภูมิใจ ตบเข่าฉาดแล้วพูดว่า "ข้ารู้อยู่แล้วว่าฟางโจวของเราเป็นคนไม่ลืมรากเหง้า!"

ทุกคนหัวเราะกันมากขึ้น

หลังจากรับประทานอาหารเย็นเสร็จ เหลียนฟางโจวถึงแม้จะมีหลายเรื่องที่อยากถามเกี่ยวกับหมู่บ้านต้าฟาง เกี่ยวกับท่านยาย น้า น้าสะใภ้ ป้าจาง ผู้ใหญ่บ้าน และพวกลุงใหญ่ที่น่ารำคาญ

ท้ายที่สุดที่นั่นคือที่ที่นางได้ข้ามกาลเวลามา และได้ใช้ความพยายามบุกเบิกและดูแลจนเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา เมื่อจากไปแล้วก็ยังคงมีความรู้สึกคล้ายกับบ้านเกิดอยู่บ้าง ในทางกลับกัน เมืองใหญ่ที่แสนจะคึกคักในชาติก่อนของนาง กลับค่อย ๆ เลือนหายไปจากความทรงจำ จนเมื่อคิดถึงก็รู้สึกเหมือนไม่ใช่ความจริงมากขึ้นทุกที

1 ความคิดเห็น: