บทที่ 1031 เข้าจวน
อาหญิงสามยิ้มอย่างเบิกบาน พลางสวดมนต์และเอ่ยว่า “ชิงเอ๋อร์ของเรายังไงก็เชื่อฟังที่สุด!”
เมื่อเห็นชุนซิ่งยืนยิ้มอยู่ข้าง ๆ ก็รีบพูดต่อว่า
“ยังมีฟางโจวและอาเจ๋อก็ยอดเยี่ยมมาก
ถ้าไม่ใช่เพราะพวกเขาสร้างฐานะที่ยิ่งใหญ่นี้ขึ้นมา
และถ้าไม่ใช่เพราะฟางโจวเลือกสามีได้ดีแบบนี้
เราก็คงไม่ได้มาถึงเมืองหลวงและเห็นความยิ่งใหญ่แบบนี้หรอก!”
คำพูดนี้ทำให้ทั้งเหลียนฟางชิงและชุนซิ่งต่างก็หัวเราะออกมา
เมื่อมาถึงประตูเมือง อาหญิงสามเลิกมุมม่านขึ้นมองกำแพงเมืองสูงตระหง่านที่ดูเหมือนจะพุ่งขึ้นไปถึงท้องฟ้า
ก็พลันรู้สึกเวียนหัว ใจเต้นรัวด้วยความตื่นเต้น ขาจนเริ่มสั่น
พลางพูดกับเหลียนฟางชิงด้วยเสียงสั่น ๆ ว่า “กำแพงเมืองหลวงนี่สูงใหญ่จริง ๆ
แค่เห็นก็น่ากลัวแล้ว! ไม่แปลกใจเลยที่เขาว่าที่นี่คือที่ขององค์จักรพรรดิ
ข้าขาสั่นหมดแล้ว!”
เหลียนฟางชิงหัวเราะเบา ๆ “กำแพงเมืองที่สูงใหญ่แบบนี้ถึงจะปลอดภัยไง
ท่านจะกลัวอะไรล่ะ!”
เมื่อเข้ามาในเมือง
ตลอดทางเต็มไปด้วยความเจริญรุ่งเรืองและทิวทัศน์ที่งดงาม อาหญิงสามและเหลียนฟางชิงมีเรื่องคุยกันไม่รู้จบ
อาหญิงสามยังไม่หยุดที่จะตื่นตาตื่นใจ
ไม่นานนัก พวกเขาก็มาถึงจวนเว่ยหนิงโหว
รถม้าขับเข้าทางประตูข้าง ตรงไปหยุดที่ประตูที่สอง
ภายในเรือน แม่บ้านกว่างและแม้บ้านที่ดูแล รวมถึงสาวใช้ทั้งหลายกำลังรออยู่
มีทั้งไห่ถังและเหลียนจื่อ
สาเหตุที่จัดเตรียมการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่แบบนี้
เหลียนฟางโจวต้องการบอกทุกคนว่านางให้ความสำคัญกับอาหญิงสามมาก
และไม่ยอมให้ใครดูแคลนหรือปฏิบัติไม่ดีต่ออาหญิงสาม
เมื่อเห็นพวกเขามา ทุกคนรีบก้าวขึ้นมาพร้อมรอยยิ้มและทำความเคารพ พูดว่า
"คารวะอาหญิงสามและคุณหนูเจ้าค่ะ!"
เหลียนฟางชิงที่เคยชินกับสิ่งเหล่านี้แล้วไม่ได้รู้สึกอะไร แต่อาหญิงสามกลับตกใจเล็กน้อย
โชคดีที่ในช่วงหลายปีที่หมู่บ้านต้าฟาง นางได้รับความเคารพและถือว่าเป็นคนสำคัญ
จึงคุ้นเคยกับการเป็นคนมีอำนาจ แม้จะเห็นบรรดาหญิงรับใช้แต่งกายเรียบร้อย สง่างาม
และมีท่าทางไม่ธรรมดา
แม้จะรู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อยแต่ก็ไม่ถึงกับกระทบต่อการแสดงออก
นางไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่ตามเหลียนฟางชิงไปเท่านั้น
"ท่านโหวและฮูหยินกำลังรออาหญิงสามและคุณหนูอยู่เจ้าค่ะ! เชิญทางนี้!" แม่บ้านกว่างยิ้มย้าและก้าวขึ้นมา
ชุนซิ่งจึงสั่งให้บรรดาหญิงรับใช้และสาวใช้รุ่นเล็ก นำสัมภาระเข้าไป
ทุกคนจึงพาอาหญิงสามและเหลียนฟางชิงเข้าไป
แม้จะเป็นเวลากลางคืนที่มองเห็นไม่ชัดเจน
แต่ระหว่างทางที่เดินผ่านมาก็เห็นต้นไม้ดอกไม้เขียวชอุ่ม เรือนสูงใหญ่
ลานบ้านเชื่อมต่อกันไปเรื่อย ๆ ประตูหนึ่งต่อด้วยอีกประตูหนึ่ง
ดูยิ่งใหญ่อลังการจนทำให้คนมองรู้สึกตื่นตาตื่นใจ
อาหญิงสามอดชมเชยไปตลอดทางไม่ได้ และรู้สึกภาคภูมิใจเป็นอย่างมาก
เมื่อเดินมาได้ไม่ไกล เหลียนฟางโจวและหลี่ฟู่ก็ออกมาต้อนรับ
พออาหญิงสามเห็นทั้งสองคน น้ำตาก็เอ่อขึ้นในทันที
อดไม่ได้ที่จะพูดออกมาด้วยความตื้นตัน “ฟางโจว! อาเจี่ยน! อาคิดถึงพวกเจ้าแทบทนไม่ไหวแล้ว!”
“อาหญิงสาม!”
เหลียนฟางโจวรู้สึกอบอุ่นในใจ เดินขึ้นมาจับมือของอาหญิงสามแล้วเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม
“ข้าก็คิดถึงท่านเช่นกัน! ท่านต้องลำบากมากแน่ ๆ ในการเดินทางครั้งนี้!”
หลี่ฟู่ก็ทักทายด้วยรอยยิ้มเช่นกัน
อาหญิงสามยิ้มกว้าง “ได้นั่งเรือลำใหญ่ก็เลยไม่เมาคลื่น ช่างดียิ่งนัก! โอ้
เมืองหลวงนี้ช่างใหญ่โตจริง ๆ บ้านเรือนและลานสวนของพวกเจ้าก็ใหญ่โตเหลือเกิน
มองยังไงก็เห็นไม่สุด ไม่รู้ว่าจะอยู่กันยังไงหมด!”
คำพูดนี้ทำให้ทุกคนหัวเราะออกมา
เหลียนฟางโจวหันไปมองเหลียนฟางชิงอีกครั้ง
เหลียนฟางชิงทำความเคารพแล้วพูดด้วยรอยยิ้มประจบ “พี่ใหญ่ที่รัก ท่านดูข้าสิ
ข้าไม่ได้พาเจ้าเสี่ยวฮุยมาด้วยนะ รอให้ข้ากับอาหญิงสามร่วมงานแต่งของพี่ชายเสร็จแล้ว
พวกเราค่อยกลับไปด้วยกัน!”
อาหญิงสามคงจะได้รับฟังคำพูดของเหลียนฟางชิงมาตลอดทาง
เมื่อได้ยินแบบนี้ก็พยักหน้ารัว ๆ แล้วรีบพูดว่า “ใช่แล้ว ๆ ฟางโจว
อย่าโกรธชิงเอ๋อร์เลยนะ ข้าให้ชิงเอ๋อร์มาเป็นเพื่อน
ไม่อย่างนั้นก็ไม่มีใครมาคุยกับข้า เจ้าคงไม่รู้ว่าตอนนั้นจะยุ่งมากแค่ไหน!
อีกอย่าง อาเจ๋อจะแต่งงานแล้ว เช่อเอ๋อร์ต้องมาที่นี่เพื่อมาศึกษาต่อ ทว่าชิงเอ๋อร์เป็นน้องสาวแท้
ๆ แถมนางยังว่างๆไม่มีอะไรทำด้วย หากนางไม่มาก็คงไม่ดีกระมัง!”
เหลียนฟางโจวทำตาเขียวใส่เหลียนฟางชิง แต่พอเห็นท่าทางน่าสงสารของอีกฝ่ายย นางก็ทั้งฉุนทั้งขำจึงเอ่ยขึ้น
“เจ้าเด็กน้อยไร้หัวใจ พี่สาวคนนี้ของเจ้าว่าอะไรเจ้าหรือ? พอมาถึงก็มีข้อแก้ตัวเป็นชุด
ๆ ตอนนี้เจ้ามาแล้ว ข้าจะไล่เจ้าออกไปได้ยังไง? ทว่าเจ้าต้องอยู่ในจวนของข้าอย่างเชื่อฟัง
และห้ามออกไปข้างนอกคนเดียว เข้าใจหรือไม่?”
“เข้าใจแล้ว!
เข้าใจแล้ว! พี่ใหญ่พูดอะไรข้าก็ฟังทั้งนั้น!” เหลียนฟางชิงรีบเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม
นางรู้ดีว่าพี่สาวคนนี้ เวลาที่อ้อนวอนไม่ได้ผล
วิธีที่ดีที่สุดคือทำตามทุกอย่างที่พี่สาวพูด หากกล้าขัดขืน ผลลัพธ์คงออกมาไม่ดีแน่
หลี่ฟู่เองก็หัวเราะแล้วเอ่ย “เข้าใจแล้วก็ดี
พี่สาวของเจ้าก็ทำเพื่อเจ้านั่นแหละ ดึกแล้วละ ฮูหยิน เชิญอาหญิงสามกับคนอื่น ๆ
เข้าไปด้านในเถอะ!”
เหลียนฟางชิงรีบเอ่ย “พี่เขยพูดถูกแล้วเจ้าค่ะ!” แล้วพาอาหญิงสามเข้าไปข้างในพร้อมกับหลี่ฟู่และเหลียนฟางโจว
เหลียนฟางโจวและหลี่ฟู่รับสำรับมื้อเย็นร่วมกับอาหญิงสามและเหลียนฟางชิง
วันนี้เหลียนเจ๋อมีธุระจึงไม่ได้มา พรุ่งนี้ตอนเย็นถึงจะรวมตัวกันทั้งครอบครัวเพื่อต้อนรับพวกเขา
เมื่อเห็นซู่เอ๋อร์ อาหญิงสามดีใจจนเรียกเขาว่า "แก้วตาดวงใจของข้า"
แล้วก็ยื่นแขนออกไปจะอุ้มเขา
ซู่เอ๋อร์ที่ตอนนี้เริ่มเข้าใจอะไรมากขึ้น มองเหลียนฟางโจวและหลี่ฟู่
เหลียนฟางโจวก็ยิ้มและลูบผมเขาเบา ๆ พลางพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “นี่คือท่านย่าสามของเจ้า
เรียกท่านสิ”
ซู่เอ๋อร์จึงยอมให้อาหญิงสามอุ้มและเรียกท่านว่า "ท่านย่าสาม"
ด้วยเสียงอันน่ารัก ทำให้อาหญิงสามดีใจจนไม่รู้จะเอ็นดูเขายังไงดี
อาหญิงสามหันไปพูดกับเหลียนฟางโจวด้วยรอยยิ้ม “ได้ยินว่าเจ้าคลอดบุตรชาย
ข้าก็คิดมาตลอดว่าจะได้เห็นเขาเมื่อไหร่ วันนี้ในที่สุดก็ได้เห็นแล้ว!
เขาน่ารักกว่าที่ข้าคิดไว้เสียอีกนะ!”
พูดพลางหยิบผ้ายันต์ออกมาจากอกเสื้ออย่างระมัดระวัง
แล้วยื่นให้เหลียนฟางโจวพร้อมกับยิ้มและกล่าวว่า
“นี่เป็นผ้ายันต์ที่ข้าไปขอให้หลังจากซู่เอ๋อร์เกิด
และได้บูชาไว้หน้าพระโพธิสัตว์กวนอิม ตั้งใจจะเอามาให้พวกเจ้าตอนที่มาหาพวกเจ้าในเมืองหลวง”
เหลียนฟางโจวขอบคุณพร้อมรอยยิ้ม แล้วก็สวมให้ซู่เอ๋อร์ก่อนจะเก็บไว้ในเสื้ออย่างระมัดระวัง
ทุกคนจึงไปนั่งรับประทานอาหารที่ห้องอาหาร
เมื่อเห็นอาหารเต็มโต๊ะ อาหญิงสามก็ตั้งคำรำพึงว่ามันเยอะเกินไป
กลัวว่าจะกินไม่หมดและเสียดายอาหาร เหลียนฟางโจวจึงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
“ท่านมาเยี่ยมเราทั้งที ถ้าไม่จัดอาหารดี ๆ ให้ท่าน จะสมกับท่านได้อย่างไร? พวกท่านเพิ่งมาถึง
เกรงว่าจะไม่คุ้นเคยกับอาหาร อาหารที่นี่ส่วนมากจะเป็นอาหารเบา ๆ กินเยอะ ๆ
ก็ไม่เป็นไร ทุกจานเราเตรียมมาไม่เยอะ ไม่เสียของแน่นอนเจ้าค่ะ!”
อาหญิงสามขานรับ "อื้ม" แล้วก็ยิ้มก่อนเอ่ย
"ข้าแค่พูดไปอย่างนั้นเอง ตอนนี้พวกเจ้ามีฐานะและสถานะไม่เหมือนเดิมแล้ว
แบบนี้ไม่นับว่าเป็นการสิ้นเปลืองอะไร!"
ทุกคนต่างหัวเราะกันออกมา เหลียนฟางโจวจึงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม "อาหญิงสาม
ไม่ว่าจะมีสถานะหรือฐานะอะไร ท่านก็ยังเป็นอาหญิงสามของข้าเหมือนเดิมเจ้าค่ะ!"
อาหญิงสามรู้สึกภูมิใจ ตบเข่าฉาดแล้วพูดว่า
"ข้ารู้อยู่แล้วว่าฟางโจวของเราเป็นคนไม่ลืมรากเหง้า!"
ทุกคนหัวเราะกันมากขึ้น
หลังจากรับประทานอาหารเย็นเสร็จ
เหลียนฟางโจวถึงแม้จะมีหลายเรื่องที่อยากถามเกี่ยวกับหมู่บ้านต้าฟาง เกี่ยวกับท่านยาย
น้า น้าสะใภ้ ป้าจาง ผู้ใหญ่บ้าน และพวกลุงใหญ่ที่น่ารำคาญ
ท้ายที่สุดที่นั่นคือที่ที่นางได้ข้ามกาลเวลามา
และได้ใช้ความพยายามบุกเบิกและดูแลจนเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา
เมื่อจากไปแล้วก็ยังคงมีความรู้สึกคล้ายกับบ้านเกิดอยู่บ้าง ในทางกลับกัน
เมืองใหญ่ที่แสนจะคึกคักในชาติก่อนของนาง กลับค่อย ๆ เลือนหายไปจากความทรงจำ
จนเมื่อคิดถึงก็รู้สึกเหมือนไม่ใช่ความจริงมากขึ้นทุกที
ต้องเรียกท่านยายหรือเปล่า
ตอบลบ