วันพุธที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2568

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1100 ข่าวดี

 

บทที่ 1100 ข่าวดี

“ก็ใช่!” เหลียนฟางโจว พอนึกได้ว่าอีกไม่นาน อาหญิงสามกับชิงเอ๋อร์ จะต้องกลับไปยังเมืองยู่เหอ ในใจพลันอ่อนลง เธอยิ้มแล้วกล่าวว่า “หากเจ้าวางใจบ้านตัวเองไว้ได้ ก็อยู่กินข้าวเย็นด้วยกันเถิด! หากไม่สบายใจ เอาไว้วันหลังก็ยังทัน พวกอาหญิงสามใกล้จะกลับแล้ว หากมีเวลา เจ้าก็แวะมาหาพวกนางบ่อยๆ หน่อยเถอะ! วันนี้พวกนางไปที่สวนชานเมือง คงจะอีกสักพักถึงจะกลับมา!”

เหลียนเจ๋อหัวเราะแล้วตอบ “จะไม่วางใจได้อย่างไร จวนข้ามีหลี่หมอมอคอยดูแลอยู่แล้ว!”

เขาจึงเรียกคนมาให้ไปส่งข่าวที่จวนตนว่าเขาจะอยู่ที่นี่ แล้วตัดสินใจอยู่กินข้าวเย็นด้วย

พี่น้องทั้งสามคนไม่ได้มีโอกาสมากินข้าวร่วมกันแบบลำพังเช่นนี้มานานแล้ว น่าเสียดายที่ยังขาดเหลียนเช่อไปอีกคน เมื่อพูดถึงเขา เหลียนฟางโจวซึ่งไม่ได้เจอเขามานานที่สุดก็รู้สึกคิดถึงขึ้นมา

โชคดีที่วันนี้มีซูเอ๋อร์..เด็กน้อยที่เต็มไปด้วยความไร้เดียงสา คำพูดน่ารักๆ ของเขาเรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะจากทุกคน ทำให้บรรยากาศสนุกสนานยิ่งขึ้น

หลี่ฟู่กลับมาดึกมากจริงๆ ขณะนั้นเหลียนฟางโจวได้กล่อมลูกชายจนหลับแล้ว และเธอเองก็เพิ่งอาบน้ำเสร็จเตรียมตัวจะเข้านอน

พอดีกับที่หลี่ฟู่เดินเข้ามาในห้องพร้อมรอยยิ้มพอดี

“ท่านกลับมาแล้วหรือ?” เหลียนฟางโจวรู้สึกดีใจ หญิงสาวยิ้มพร้อมกับจะเลิกผ้าห่มลุกขึ้นจากเตียง

หลี่ฟู่ก้าวเข้ามาหยุดนางไว้ พลางยิ้มแล้วกล่าวว่า “อย่าลุกเลย เดี๋ยวจะหนาวเอา! ข้าจัดการตัวเองเดี๋ยวเดียวก็เสร็จแล้ว”

เหลียนฟางโจวแก้มแดงเล็กน้อย คิดในใจว่าการที่นางลุกขึ้นเกี่ยวอะไรกับว่าเขาจะเสร็จเร็วหรือช้า? นางยิ้มและเอ่ยถาม “ท่านกินข้าวเย็นที่กรมมาแล้วหรือยัง? จะให้ลวกบะหมี่ให้สักชามไหม?”

หลี่ฟู่ยิ้มและตอบว่า “เป็นบะหมี่เส้นเงินน้ำแกงไก่ใช่ไหม?”

“ใช่” เหลียนฟางโจวถึงกับกลั้นยิ้มไม่อยู่และหัวเราะออกมา

หลี่ฟู่จับมือของนางเบาๆ และบีบอย่างอ่อนโยน เขายิ้มแล้วกล่าวว่า “น้ำใจของภรรยาเช่นนี้ หากข้าไม่รับไว้ก็จะรู้สึกละอายใจนัก ข้าจะไปบอกห้องครัวเล็กให้ลวกบะหมี่สักชาม เจ้าพักผ่อนต่อเถอะ”

เหลียนฟางโจวหัวเราะเบาๆ ก่อนจะพูดคุยกับเขาอีกสองสามประโยค จากนั้นปล่อยให้เขากดตัวนางให้นอนลงตามเดิม ห่มผ้าให้เรียบร้อย และจูบเบาๆ ที่หน้าผากนาง ก่อนจะเดินออกจากห้องไป

ขณะที่นางเกือบจะหลับสนิท กลับถูกปลุกให้ตื่นขึ้นด้วยการแกล้งของใครบางคน นางลืมตาอย่างสะลึมสะลือ และผลักชายที่กำลังโอบกอดและลูบไล้ร่างกายของนางพร้อมหัวเราะเบาๆ นางพึมพำอย่างงัวเงียว่า “เมื่อกี้ท่านบอกให้ข้านอนเองไม่ใช่หรือ? ข้ากำลังจะหลับอยู่แล้ว ท่านกลับมาวุ่นวายอีก จะให้ข้านอนไหมนี่!”

หลี่ฟู่จูบแก้มของนางหนักๆ แล้วหัวเราะ “ข้าแค่บอกให้ภรรยาผู้น่ารักของข้าหลับตาเพื่อพักผ่อนเท่านั้นเอง ไม่ได้บอกให้เจ้าหลับจริงๆ สักหน่อย! นะ อย่าเพิ่งหลับ ตอนนี้ข้ายังมีเรื่องดีๆ จะเล่าให้เจ้าฟัง รับรองว่าเจ้าต้องดีใจจนหลับไม่ลงแน่นอน!”

เหลียนฟางโจวอึ้งไปชั่วครู่ ก่อนรีบถาม “เรื่องดีอะไรหรือ?”

ทว่าหลี่ฟู่ไม่ยอมบอกในทันที เขาหัวเราะและกล่าวอย่างเจ้าเล่ห์ว่า ต้องทำเรื่องที่เขาอยากทำก่อนถึงจะยอมเล่า

เหลียนฟางโจวรู้ดีว่าเรื่องนี้นางมักจะพ่ายแพ้เขาอยู่เสมอ หากไม่ปล่อยให้เขาได้สมใจ นางคงไม่อาจหลับสบายไปทั้งคืน เพราะมือของเขาจะคอยวุ่นวายลูบไล้ไปทั่วราวกับตัวแมลงที่คอยรบกวนจนทำให้นางหงุดหงิด นางจึงยอมผ่อนคลาย ทอดสายตาอ่อนหวาน พร้อมส่งยิ้มแล้วปล่อยตัวเองให้เขาตามใจอย่างเต็มที่

ทั้งสองต่างคุ้นเคยกับทุกอิริยาบถและสีหน้าของกันและกันเป็นอย่างดี เมื่อ หลี่ฟู่ เห็นท่าทางของนาง ดวงตาของเขาก็ลึกล้ำขึ้น ก่อนจะโน้มตัวลงจูบนางอย่างอ่อนโยน

หลังจากนั้นต้องให้คนเตรียมน้ำร้อนมาอีกครั้งเพื่อชำระล้างร่างกาย ก่อนจะกลับมานอนกอดกันอย่างอบอุ่น

หลี่ฟู่ยิ้มพร้อมกล่าวว่า “วันนี้ข้าได้รับข่าวว่า เช่อเอ๋อร์กำลังจะขึ้นมาเมืองหลวงในเร็วๆ นี้ เพื่อเข้าร่วมการสอบชุนเหวยอึนเค่อ (การสอบคัดเลือกพิเศษเดือนสาม) เจ้าคิดว่าไม่ใช่เรื่องน่ายินดีหรือ?”

เหลียนฟางโจวถึงกับตกตะลึงกับข่าวที่จู่ๆ ก็ได้รับ เธอนิ่งงันไปครู่หนึ่ง ก่อนเบิกตากว้าง “ท่านพูดว่าอะไรนะ? ท่าน ท่านไม่ได้ล้อข้าเล่นใช่ไหม?”

เมื่อเห็นนางแสดงท่าทางมึนงงแบบนี้ ซึ่งไม่ค่อยมีให้เห็นบ่อยนัก หลี่ฟู่ก็อดหัวเราะไม่ได้ เขาหยิกแก้มนางเบาๆ แล้วหัวเราะพร้อมพูดว่า “หรือว่าดีใจจนเสียสติไปแล้ว? ข้าจะกล้าล้อเจ้าเรื่องนี้ได้อย่างไร? ไม่อย่างนั้นเจ้าคงไม่ปล่อยข้าไว้แน่!”

“พูดอะไรเหลวไหล!” เหลียนฟางโจว แกล้งบ่น พร้อมกับทุบไหล่เขาเบาๆ ดวงตาเปล่งประกายเจิดจ้าเป็นพิเศษ ริมฝีปากที่กำลังสั่นเทาด้วยความตื่นเต้นกล่าวอย่างติดๆ ขัดๆ “แต่... แต่ท่านบอกว่าเป็นการสอบ ชุนเหวย (สอบฤดูใบไม้ผลิ)? หรือว่า... หรือว่าเมื่อปีที่แล้ว เช่อเอ๋อร์เข้าร่วมสอบเซียงชื่อ (การสอบระดับมณฑล) และสอบผ่านแล้ว?”

เมื่อปีที่แล้ว ตรงกับวาระเฉลิมฉลอง 60 พรรษาของจักรพรรดิเจี้ยนเต๋อ และตามธรรมเนียม มีการจัดสอบชิวเหวยอึนเค่อ (การสอบคัดเลือกพิเศษฤดูใบไม้ร่วง) และในปีนี้จึงมีการสอบชุนเหวยอึนเค่อต่อในฤดูใบไม้ผลิ

แต่เรื่องนี้ เหลียนฟางโจวกลับไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า เหลียนเช่อได้เข้าร่วมการสอบระดับมณฑลและสอบผ่านแล้ว แม้แต่อาหญิงสามและเหลียนฟางชิง ก็ดูเหมือนจะไม่รู้เรื่องนี้เลยเช่นกัน เรื่องนี้...

หลี่ฟู่ยิ้มแล้วกล่าวว่า “บางทีติ้งไท่ฟู่ (ราชครูติ้ง) คงไม่อยากให้เช่อเอ๋อร์ถูกรบกวนจากโลกภายนอกกระมัง! การสอบผ่านคือเรื่องดี รอให้เขามาถึงเมืองหลวงแล้วค่อยถามเขาโดยละเอียดก็ยังไม่สาย”

เหลียนฟางโจวพยักหน้าอย่างเข้าใจ ปีนี้เป็นการสอบพิเศษอึนเค่อ จึงกำหนดให้สอบในเดือนสาม หากเป็นปีปกติ การสอบจะจัดขึ้นในเดือนสอง

นางอดรู้สึกเสียดายไม่ได้ หากการสอบจัดในเดือนสอง เช่อเอ๋อร์ก็คงเดินทางมาถึงเมืองหลวงตั้งแต่เมื่อครึ่งปีที่แล้ว!

เหลียนฟางโจวย้ำถามหลี่ฟู่หลายครั้งเกี่ยวกับความถูกต้องของข่าวนี้ และเมื่อได้รับการยืนยัน นางก็ดีใจจนหัวใจพองโต รอยยิ้มระบายอยู่ทั่วมุมปากและดวงตา

“คืนนี้อาเจ๋อมากินข้าวเย็นที่จวนของเรา พวกเรายังพูดถึงเช่อเอ๋อร์กันอยู่เลย คิดว่าถ้าเขาอยู่ที่นี่ด้วยก็คงดี ไม่นึกเลยว่าอีกไม่นานเขาจะมาแล้ว!”

จากนั้นนางก็พูดถึงการจัดเตรียมเรือนเงียบสงบไว้ให้เหลียนเช่อใช้สำหรับอ่านหนังสือ และว่าจะเลือกสาวใช้ที่ซื่อสัตย์สักสองคนมาคอยดูแลเขา

แต่พอนึกได้ว่า เหลียนเช่อควรจะพักอยู่ที่จวนตระกูลเหลียน เพราะเขาไม่มีเหตุผลที่จะมาพักที่บ้านพี่สาว นางก็อดถอนหายใจไม่ได้

หลี่ฟู่ซึ่งกอดนางไว้และฟังนางพูดอย่างกระตือรือร้นมาตลอด ก็ลูบไหล่นางเบาๆ แล้วกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “เจ้าสั่งให้คนจัดเตรียมเรือนไว้เถอะ ถึงตอนนั้น อาเจ๋ออาจต้องออกจากเมืองหลวง การที่เขาจะพักอยู่ที่จวนของเรา ย่อมเหมาะสมกว่าที่จวนตระกูลเหลียนแน่นอน”

การพักอยู่กับพี่สาวและพี่เขยซึ่งเป็นครอบครัวที่ใกล้ชิดสนิทสนมกัน ย่อมสมเหตุสมผลมากกว่า เพราะที่จวนตระกูลเหลียนมีเพียงพี่สะใภ้ที่เขาไม่เคยพบหน้า ส่วนพี่ชายก็ไม่อยู่บ้าน

เหลียนฟางโจวจึงรีบถามหลี่ฟู่ ด้วยความสงสัย “ทำไมอาเจ๋อถึงต้องออกจากเมืองหลวงด้วยเล่า?”

หลี่ฟู่ ยิ้มก่อนเอ่ย “ช่วงนี้กรมกลาโหมและกรมบัญชาการทหารทั้งห้า (วู่จวิ้นตูตู้ฝู่) กำลังจะส่งคนไปตรวจสอบคลังเสบียงและคลังอาวุธในเมืองชายแดนแถบตะวันตกเฉียงเหนือ เช่น กานซู ส่านซี และซานซี ข้าจึงคิดอยากให้อาเจ๋อและหลี่อวิ๋นหาน ออกไปฝึกฝนดูบ้าง การเดินทางครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อพวกเขา และน่าจะใช้เวลาสองเดือนกว่าๆ”

เหลียนฟางโจวพยักหน้าเข้าใจทันที แล้วกล่าวด้วยรอยยิ้ม “แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน! พวกเขายังอายุน้อย ควรจะได้ฝึกฝนประสบการณ์ให้มากเข้าไว้!”

จากนั้นทั้งสองก็คุยกันเรื่องอื่นๆ ที่เป็นส่วนตัวอีกเล็กน้อย ก่อนจะนอนกอดกันหลับไป

ในเมืองหลวง ขณะนี้มีการโยกย้ายบุคลากรครั้งใหญ่ หลี่ฟู่จึงไม่อยากให้อาเจ๋อและหลี่อวิ๋นหานอยู่ในเมืองเพื่อเข้าไปพัวพันกับความยุ่งยากเหล่านี้ เขาจึงใช้เส้นสายเพื่อให้พวกเขาหลบเลี่ยงไปจากสถานการณ์นี้

เพราะทั้งสองคนนี้มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับตน หากมีอะไรผิดปกติเกิดขึ้น แม้จะไม่มีใครกล้าทำอะไรตน แต่ก็ไม่อาจวางใจได้ว่าจะไม่มีใครคิดใช้พวกเขาเป็นเครื่องมือ

ตั้งแต่ปลายปีที่แล้วจนถึงตอนนี้ องค์รัชทายาทได้รับคำชมจากฮ่องเต้ อย่างต่อเนื่อง การประมูลที่ดินช่วยบรรเทาแรงกดดันทางการเงินของกรมพระคลังอย่างมาก จนถึงตอนนี้ ฮ่องเต้ยังคงตรัสชมเชยองค์รัชทายาทอยู่เสมอ

กลางเดือนหน้า ตำราวรรณคดีต้าโจวที่องค์รัชทายาทเป็นผู้ดำเนินการจัดทำจะเสร็จสมบูรณ์ นับเป็นเหตุการณ์สำคัญทางวัฒนธรรมของราชวงศ์ต้าโจว ฮ่องเต้ได้ตรวจดูต้นฉบับแล้ว และแสดงความพอพระทัยอย่างยิ่ง ทรงสรรเสริญองค์รัชทายาทว่ามีความสามารถ

นอกจากนี้ ผ่านการจัดทำตำราครั้งนี้ ชื่อเสียงขององค์รัชทายาทในแวดวงปัญญาชนก็เพิ่มขึ้นอย่างมาก และยังรวบรวมบัณฑิตผู้มีชื่อเสียงไว้รอบกายอีกจำนวนไม่น้อย

สำหรับหลีอ๋อง เรื่องเหล่านี้ล้วนไม่ใช่ข่าวดี หากจะกล่าวว่าเขาไม่ร้อนรนเลยก็คงเป็นเรื่องแปลก

แต่การที่เขาร้อนรนก็ถือว่าเป็นเรื่องดี เพราะเมื่อร้อนรนแล้ว ย่อมมีโอกาสทำให้เขาเผยจุดอ่อนออกมา

 

 

 

 

 

 

 

 

1 ความคิดเห็น:

  1. ไม่ระบุชื่อ23 ตุลาคม 2568 เวลา 13:38

    คนอ่านก็คิดถึงเหลียนเช่ออยู่เหมือนกัน คงเป็นชายหนุ่มที่ฉลาด สุขุม อ่อนโยน รอๆๆๆ ขอบคุณคะ

    ตอบลบ