บทที่ 1100 ข่าวดี
“ก็ใช่!” เหลียนฟางโจว พอนึกได้ว่าอีกไม่นาน อาหญิงสามกับชิงเอ๋อร์
จะต้องกลับไปยังเมืองยู่เหอ ในใจพลันอ่อนลง เธอยิ้มแล้วกล่าวว่า “หากเจ้าวางใจบ้านตัวเองไว้ได้
ก็อยู่กินข้าวเย็นด้วยกันเถิด! หากไม่สบายใจ เอาไว้วันหลังก็ยังทัน พวกอาหญิงสามใกล้จะกลับแล้ว
หากมีเวลา เจ้าก็แวะมาหาพวกนางบ่อยๆ หน่อยเถอะ! วันนี้พวกนางไปที่สวนชานเมือง
คงจะอีกสักพักถึงจะกลับมา!”
เหลียนเจ๋อหัวเราะแล้วตอบ “จะไม่วางใจได้อย่างไร จวนข้ามีหลี่หมอมอคอยดูแลอยู่แล้ว!”
เขาจึงเรียกคนมาให้ไปส่งข่าวที่จวนตนว่าเขาจะอยู่ที่นี่
แล้วตัดสินใจอยู่กินข้าวเย็นด้วย
พี่น้องทั้งสามคนไม่ได้มีโอกาสมากินข้าวร่วมกันแบบลำพังเช่นนี้มานานแล้ว
น่าเสียดายที่ยังขาดเหลียนเช่อไปอีกคน เมื่อพูดถึงเขา
เหลียนฟางโจวซึ่งไม่ได้เจอเขามานานที่สุดก็รู้สึกคิดถึงขึ้นมา
โชคดีที่วันนี้มีซูเอ๋อร์..เด็กน้อยที่เต็มไปด้วยความไร้เดียงสา
คำพูดน่ารักๆ ของเขาเรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะจากทุกคน
ทำให้บรรยากาศสนุกสนานยิ่งขึ้น
หลี่ฟู่กลับมาดึกมากจริงๆ
ขณะนั้นเหลียนฟางโจวได้กล่อมลูกชายจนหลับแล้ว และเธอเองก็เพิ่งอาบน้ำเสร็จเตรียมตัวจะเข้านอน
พอดีกับที่หลี่ฟู่เดินเข้ามาในห้องพร้อมรอยยิ้มพอดี
“ท่านกลับมาแล้วหรือ?” เหลียนฟางโจวรู้สึกดีใจ หญิงสาวยิ้มพร้อมกับจะเลิกผ้าห่มลุกขึ้นจากเตียง
หลี่ฟู่ก้าวเข้ามาหยุดนางไว้
พลางยิ้มแล้วกล่าวว่า “อย่าลุกเลย เดี๋ยวจะหนาวเอา!
ข้าจัดการตัวเองเดี๋ยวเดียวก็เสร็จแล้ว”
เหลียนฟางโจวแก้มแดงเล็กน้อย
คิดในใจว่าการที่นางลุกขึ้นเกี่ยวอะไรกับว่าเขาจะเสร็จเร็วหรือช้า? นางยิ้มและเอ่ยถาม “ท่านกินข้าวเย็นที่กรมมาแล้วหรือยัง? จะให้ลวกบะหมี่ให้สักชามไหม?”
หลี่ฟู่ยิ้มและตอบว่า
“เป็นบะหมี่เส้นเงินน้ำแกงไก่ใช่ไหม?”
“ใช่”
เหลียนฟางโจวถึงกับกลั้นยิ้มไม่อยู่และหัวเราะออกมา
หลี่ฟู่จับมือของนางเบาๆ
และบีบอย่างอ่อนโยน เขายิ้มแล้วกล่าวว่า “น้ำใจของภรรยาเช่นนี้
หากข้าไม่รับไว้ก็จะรู้สึกละอายใจนัก ข้าจะไปบอกห้องครัวเล็กให้ลวกบะหมี่สักชาม
เจ้าพักผ่อนต่อเถอะ”
เหลียนฟางโจวหัวเราะเบาๆ
ก่อนจะพูดคุยกับเขาอีกสองสามประโยค จากนั้นปล่อยให้เขากดตัวนางให้นอนลงตามเดิม
ห่มผ้าให้เรียบร้อย และจูบเบาๆ ที่หน้าผากนาง ก่อนจะเดินออกจากห้องไป
ขณะที่นางเกือบจะหลับสนิท
กลับถูกปลุกให้ตื่นขึ้นด้วยการแกล้งของใครบางคน นางลืมตาอย่างสะลึมสะลือ
และผลักชายที่กำลังโอบกอดและลูบไล้ร่างกายของนางพร้อมหัวเราะเบาๆ
นางพึมพำอย่างงัวเงียว่า “เมื่อกี้ท่านบอกให้ข้านอนเองไม่ใช่หรือ? ข้ากำลังจะหลับอยู่แล้ว ท่านกลับมาวุ่นวายอีก จะให้ข้านอนไหมนี่!”
หลี่ฟู่จูบแก้มของนางหนักๆ
แล้วหัวเราะ “ข้าแค่บอกให้ภรรยาผู้น่ารักของข้าหลับตาเพื่อพักผ่อนเท่านั้นเอง
ไม่ได้บอกให้เจ้าหลับจริงๆ สักหน่อย! นะ อย่าเพิ่งหลับ ตอนนี้ข้ายังมีเรื่องดีๆ
จะเล่าให้เจ้าฟัง รับรองว่าเจ้าต้องดีใจจนหลับไม่ลงแน่นอน!”
เหลียนฟางโจวอึ้งไปชั่วครู่
ก่อนรีบถาม “เรื่องดีอะไรหรือ?”
ทว่าหลี่ฟู่ไม่ยอมบอกในทันที
เขาหัวเราะและกล่าวอย่างเจ้าเล่ห์ว่า ต้องทำเรื่องที่เขาอยากทำก่อนถึงจะยอมเล่า
เหลียนฟางโจวรู้ดีว่าเรื่องนี้นางมักจะพ่ายแพ้เขาอยู่เสมอ
หากไม่ปล่อยให้เขาได้สมใจ นางคงไม่อาจหลับสบายไปทั้งคืน
เพราะมือของเขาจะคอยวุ่นวายลูบไล้ไปทั่วราวกับตัวแมลงที่คอยรบกวนจนทำให้นางหงุดหงิด
นางจึงยอมผ่อนคลาย ทอดสายตาอ่อนหวาน พร้อมส่งยิ้มแล้วปล่อยตัวเองให้เขาตามใจอย่างเต็มที่
ทั้งสองต่างคุ้นเคยกับทุกอิริยาบถและสีหน้าของกันและกันเป็นอย่างดี
เมื่อ หลี่ฟู่ เห็นท่าทางของนาง ดวงตาของเขาก็ลึกล้ำขึ้น
ก่อนจะโน้มตัวลงจูบนางอย่างอ่อนโยน
หลังจากนั้นต้องให้คนเตรียมน้ำร้อนมาอีกครั้งเพื่อชำระล้างร่างกาย
ก่อนจะกลับมานอนกอดกันอย่างอบอุ่น
หลี่ฟู่ยิ้มพร้อมกล่าวว่า
“วันนี้ข้าได้รับข่าวว่า เช่อเอ๋อร์กำลังจะขึ้นมาเมืองหลวงในเร็วๆ นี้
เพื่อเข้าร่วมการสอบชุนเหวยอึนเค่อ (การสอบคัดเลือกพิเศษเดือนสาม)
เจ้าคิดว่าไม่ใช่เรื่องน่ายินดีหรือ?”
เหลียนฟางโจวถึงกับตกตะลึงกับข่าวที่จู่ๆ
ก็ได้รับ เธอนิ่งงันไปครู่หนึ่ง ก่อนเบิกตากว้าง “ท่านพูดว่าอะไรนะ? ท่าน ท่านไม่ได้ล้อข้าเล่นใช่ไหม?”
เมื่อเห็นนางแสดงท่าทางมึนงงแบบนี้
ซึ่งไม่ค่อยมีให้เห็นบ่อยนัก หลี่ฟู่ก็อดหัวเราะไม่ได้ เขาหยิกแก้มนางเบาๆ
แล้วหัวเราะพร้อมพูดว่า “หรือว่าดีใจจนเสียสติไปแล้ว? ข้าจะกล้าล้อเจ้าเรื่องนี้ได้อย่างไร? ไม่อย่างนั้นเจ้าคงไม่ปล่อยข้าไว้แน่!”
“พูดอะไรเหลวไหล!”
เหลียนฟางโจว แกล้งบ่น พร้อมกับทุบไหล่เขาเบาๆ ดวงตาเปล่งประกายเจิดจ้าเป็นพิเศษ
ริมฝีปากที่กำลังสั่นเทาด้วยความตื่นเต้นกล่าวอย่างติดๆ ขัดๆ “แต่... แต่ท่านบอกว่าเป็นการสอบ
ชุนเหวย (สอบฤดูใบไม้ผลิ)? หรือว่า...
หรือว่าเมื่อปีที่แล้ว เช่อเอ๋อร์เข้าร่วมสอบเซียงชื่อ (การสอบระดับมณฑล)
และสอบผ่านแล้ว?”
เมื่อปีที่แล้ว
ตรงกับวาระเฉลิมฉลอง 60 พรรษาของจักรพรรดิเจี้ยนเต๋อ และตามธรรมเนียม
มีการจัดสอบชิวเหวยอึนเค่อ (การสอบคัดเลือกพิเศษฤดูใบไม้ร่วง)
และในปีนี้จึงมีการสอบชุนเหวยอึนเค่อต่อในฤดูใบไม้ผลิ
แต่เรื่องนี้
เหลียนฟางโจวกลับไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า
เหลียนเช่อได้เข้าร่วมการสอบระดับมณฑลและสอบผ่านแล้ว แม้แต่อาหญิงสามและเหลียนฟางชิง
ก็ดูเหมือนจะไม่รู้เรื่องนี้เลยเช่นกัน เรื่องนี้...
หลี่ฟู่ยิ้มแล้วกล่าวว่า
“บางทีติ้งไท่ฟู่ (ราชครูติ้ง) คงไม่อยากให้เช่อเอ๋อร์ถูกรบกวนจากโลกภายนอกกระมัง!
การสอบผ่านคือเรื่องดี
รอให้เขามาถึงเมืองหลวงแล้วค่อยถามเขาโดยละเอียดก็ยังไม่สาย”
เหลียนฟางโจวพยักหน้าอย่างเข้าใจ
ปีนี้เป็นการสอบพิเศษอึนเค่อ จึงกำหนดให้สอบในเดือนสาม หากเป็นปีปกติ
การสอบจะจัดขึ้นในเดือนสอง
นางอดรู้สึกเสียดายไม่ได้
หากการสอบจัดในเดือนสอง
เช่อเอ๋อร์ก็คงเดินทางมาถึงเมืองหลวงตั้งแต่เมื่อครึ่งปีที่แล้ว!
เหลียนฟางโจวย้ำถามหลี่ฟู่หลายครั้งเกี่ยวกับความถูกต้องของข่าวนี้
และเมื่อได้รับการยืนยัน นางก็ดีใจจนหัวใจพองโต
รอยยิ้มระบายอยู่ทั่วมุมปากและดวงตา
“คืนนี้อาเจ๋อมากินข้าวเย็นที่จวนของเรา
พวกเรายังพูดถึงเช่อเอ๋อร์กันอยู่เลย คิดว่าถ้าเขาอยู่ที่นี่ด้วยก็คงดี
ไม่นึกเลยว่าอีกไม่นานเขาจะมาแล้ว!”
จากนั้นนางก็พูดถึงการจัดเตรียมเรือนเงียบสงบไว้ให้เหลียนเช่อใช้สำหรับอ่านหนังสือ
และว่าจะเลือกสาวใช้ที่ซื่อสัตย์สักสองคนมาคอยดูแลเขา
แต่พอนึกได้ว่า
เหลียนเช่อควรจะพักอยู่ที่จวนตระกูลเหลียน
เพราะเขาไม่มีเหตุผลที่จะมาพักที่บ้านพี่สาว นางก็อดถอนหายใจไม่ได้
หลี่ฟู่ซึ่งกอดนางไว้และฟังนางพูดอย่างกระตือรือร้นมาตลอด
ก็ลูบไหล่นางเบาๆ แล้วกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “เจ้าสั่งให้คนจัดเตรียมเรือนไว้เถอะ
ถึงตอนนั้น อาเจ๋ออาจต้องออกจากเมืองหลวง การที่เขาจะพักอยู่ที่จวนของเรา
ย่อมเหมาะสมกว่าที่จวนตระกูลเหลียนแน่นอน”
การพักอยู่กับพี่สาวและพี่เขยซึ่งเป็นครอบครัวที่ใกล้ชิดสนิทสนมกัน
ย่อมสมเหตุสมผลมากกว่า เพราะที่จวนตระกูลเหลียนมีเพียงพี่สะใภ้ที่เขาไม่เคยพบหน้า
ส่วนพี่ชายก็ไม่อยู่บ้าน
เหลียนฟางโจวจึงรีบถามหลี่ฟู่
ด้วยความสงสัย “ทำไมอาเจ๋อถึงต้องออกจากเมืองหลวงด้วยเล่า?”
หลี่ฟู่
ยิ้มก่อนเอ่ย “ช่วงนี้กรมกลาโหมและกรมบัญชาการทหารทั้งห้า (วู่จวิ้นตูตู้ฝู่)
กำลังจะส่งคนไปตรวจสอบคลังเสบียงและคลังอาวุธในเมืองชายแดนแถบตะวันตกเฉียงเหนือ
เช่น กานซู ส่านซี
และซานซี ข้าจึงคิดอยากให้อาเจ๋อและหลี่อวิ๋นหาน ออกไปฝึกฝนดูบ้าง
การเดินทางครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อพวกเขา และน่าจะใช้เวลาสองเดือนกว่าๆ”
เหลียนฟางโจวพยักหน้าเข้าใจทันที
แล้วกล่าวด้วยรอยยิ้ม “แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน! พวกเขายังอายุน้อย
ควรจะได้ฝึกฝนประสบการณ์ให้มากเข้าไว้!”
จากนั้นทั้งสองก็คุยกันเรื่องอื่นๆ
ที่เป็นส่วนตัวอีกเล็กน้อย ก่อนจะนอนกอดกันหลับไป
ในเมืองหลวง
ขณะนี้มีการโยกย้ายบุคลากรครั้งใหญ่ หลี่ฟู่จึงไม่อยากให้อาเจ๋อและหลี่อวิ๋นหานอยู่ในเมืองเพื่อเข้าไปพัวพันกับความยุ่งยากเหล่านี้
เขาจึงใช้เส้นสายเพื่อให้พวกเขาหลบเลี่ยงไปจากสถานการณ์นี้
เพราะทั้งสองคนนี้มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับตน
หากมีอะไรผิดปกติเกิดขึ้น แม้จะไม่มีใครกล้าทำอะไรตน
แต่ก็ไม่อาจวางใจได้ว่าจะไม่มีใครคิดใช้พวกเขาเป็นเครื่องมือ
ตั้งแต่ปลายปีที่แล้วจนถึงตอนนี้
องค์รัชทายาทได้รับคำชมจากฮ่องเต้ อย่างต่อเนื่อง
การประมูลที่ดินช่วยบรรเทาแรงกดดันทางการเงินของกรมพระคลังอย่างมาก จนถึงตอนนี้
ฮ่องเต้ยังคงตรัสชมเชยองค์รัชทายาทอยู่เสมอ
กลางเดือนหน้า
ตำราวรรณคดีต้าโจวที่องค์รัชทายาทเป็นผู้ดำเนินการจัดทำจะเสร็จสมบูรณ์
นับเป็นเหตุการณ์สำคัญทางวัฒนธรรมของราชวงศ์ต้าโจว ฮ่องเต้ได้ตรวจดูต้นฉบับแล้ว
และแสดงความพอพระทัยอย่างยิ่ง ทรงสรรเสริญองค์รัชทายาทว่ามีความสามารถ
นอกจากนี้
ผ่านการจัดทำตำราครั้งนี้
ชื่อเสียงขององค์รัชทายาทในแวดวงปัญญาชนก็เพิ่มขึ้นอย่างมาก
และยังรวบรวมบัณฑิตผู้มีชื่อเสียงไว้รอบกายอีกจำนวนไม่น้อย
สำหรับหลีอ๋อง
เรื่องเหล่านี้ล้วนไม่ใช่ข่าวดี หากจะกล่าวว่าเขาไม่ร้อนรนเลยก็คงเป็นเรื่องแปลก
แต่การที่เขาร้อนรนก็ถือว่าเป็นเรื่องดี
เพราะเมื่อร้อนรนแล้ว ย่อมมีโอกาสทำให้เขาเผยจุดอ่อนออกมา
คนอ่านก็คิดถึงเหลียนเช่ออยู่เหมือนกัน คงเป็นชายหนุ่มที่ฉลาด สุขุม อ่อนโยน รอๆๆๆ ขอบคุณคะ
ตอบลบ