วันศุกร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1206 คนรู้จักเก่าอีกคน

 

บทที่ 1206 คนรู้จักเก่าอีกคน

“เจ้าตาบอดหรือไง!” เหลียนฟางโจวลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมกับตะโกนเสียงดุดัน “ข้าต้องรีบไปเรียกคนมาช่วยดับไฟ เจ้าจะมัวยืนเฉยอะไรอยู่อีก! รีบไปสิ!” นางพูดพร้อมกับตั้งท่าจะวิ่งต่อไปทันที

แต่ใครจะคิดว่าชายคนนั้นกลับพุ่งตัวไปข้างหน้าอย่างลนลาน แล้วคว้าแขนเสื้อของนางเอาไว้แน่น แม้เหลียนฟางโจวจะพยายามดึงแขนกลับก็ไม่สามารถทำได้ นางกำลังจะตะโกนด่าเขา แต่ชายคนนั้นกลับพูดออกมาอย่างเร่งรีบด้วยเสียงแผ่วเบา

“แม่นางเหลียน! แม่นางเหลียน! ข้าเอง... ข้าเอง!”

เหลียนฟางโจวชะงักค้าง การเคลื่อนไหวของนางหยุดลงอย่างสิ้นเชิง นางก้มลงมองชายคนนั้นอย่างงุนงง “เจ้าเป็นใคร... เจ้าเป็น...” นางมองดูชายคนนั้นภายใต้แสงจันทร์อันเลือนราง ใบหน้าของเขาดูคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด เหมือนกับคนที่นางเคยรู้จักมาก่อน แต่ก็ยังไม่อาจจำได้ชัดเจนในทันที

ชายคนนั้นหัวเราะเบา ๆ พลางยื่นมือมาคว้าแขนเสื้อของนางไว้แน่นอีกครั้ง แล้วพูดอย่างร้อนรน “ตามข้ามาเถอะ!”

เขาพูดพร้อมกับลากเหลียนฟางโจวเข้าไปในพุ่มไม้หนาทึบที่อยู่ด้านข้าง ท่ามกลางต้นไม้และดอกไม้ที่ขึ้นอยู่อย่างรกทึบ แล้วพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่มีความดีใจและตื่นเต้น “แม่นางเหลียน ข้าคือไล่จื่อไง! ไล่จื่อจากหมู่บ้านต้าฟาง! มองให้ดีสิ ท่านจำข้าไม่ได้หรือ?”

เหลียนฟางโจวถึงกับตะลึงเมื่อได้ยินคำพูดนั้น นางมองดูชายคนนั้นอย่างตั้งใจ พลางพยายามเรียกความทรงจำขึ้นมา...

“ไล่จื่อ?” เหลียนฟางโจวกะพริบตาสองสามครั้ง ก่อนจะนึกขึ้นมาได้อย่างชัดเจน ความยินดีเกิดขึ้นในใจอย่างไม่อาจห้ามได้ นางยิ้มออกมาและพูดด้วยน้ำเสียงดีใจ “เป็นเจ้าเองจริง ๆ! เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?”

ไล่จื่อถอนหายใจแล้วพูดออกมาอย่างปลง ๆ “ข้ากับเอ้อโกว และพวกเราคนอื่น ๆ ต่างก็มาอยู่ที่นี่กันหมดแล้ว ตอนนี้พวกเราทำงานอยู่ในจวนตระกูลเหลียงนะ! เฮ้อ เรื่องมันยาวมากเลย! แต่แม่นางเหลียน ทำไมท่านถึงแต่งตัวแบบนี้? แล้วกำลังจะไปที่ไหนกัน?”

เหลียนฟางโจวสะดุ้งเล็กน้อย แล้วรีบพูดออกมาด้วยความกระวนกระวาย“ไล่จื่อ! ข้าต้องหนีออกไปจากที่นี่ เจ้าช่วยข้าได้ไหม?”

ไล่จื่อพยักหน้าโดยไม่ต้องคิดอะไรให้มาก พลางพูดด้วยรอยยิ้ม “ถ้าเมื่อก่อนแม่นางเหลียนไม่ได้ปล่อยพวกเราไป แล้วยังให้เงินค่าเดินทางให้พวกเราหนีออกจากบ้านเกิดได้ ป่านนี้พวกเราก็คงไม่รู้ว่าจะยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า! ตอนนี้กำลังเกิดความโกลาหลอยู่พอดี ท่านตามข้ามาเถอะ!”

เหลียนฟางโจวรู้สึกดีใจอย่างมาก นางยิ้มแล้วพูดว่า “เจ้าช่วยข้าได้ ข้าจะไม่มีวันลืมบุญคุณของเจ้าเลย!”

จากนั้นนางก็รีบเดินตามไล่จื่อไปอย่างรวดเร็ว ทั้งสองคนเดินผ่านเส้นทางที่คดเคี้ยวซับซ้อนหลายสาย จนในที่สุดก็มาถึงประตูเล็ก ๆ บานหนึ่งที่อยู่มุมกำแพง

ไล่จื่อค่อย ๆ เปิดประตูเล็ก ๆ นั้นอย่างระมัดระวัง พร้อมกับพูดเบา ๆ “ออกไปทางนี้จะเป็นถนนเล็ก ๆ ที่อยู่ด้านหลังจวนตระกูลเหลียง เดินไปตามตรอกนี้เรื่อย ๆ ทางด้านตะวันออกจนสุดทาง มันจะเชื่อมต่อกับถนนใหญ่ ตรอกแถวนี้มีทางเดินเชื่อมกันอยู่มากมาย ไม่ว่าจะไปทางไหนก็ไปได้หมด ไม่มีทางที่พวกเขาจะตามหาท่านเจอได้ง่าย ๆ หรอก แม่นางเหลียนจะไปที่ไหนต่อหรือ?”

เหลียนฟางโจวยิ้มเล็กน้อยแล้วพูดว่า “ข้าจะไปที่จวนที่ทำการผู้ว่าการมณฑล ในอนาคตถ้าเจ้ามีเรื่องอะไร ก็ไปหาข้าที่นั่นได้เลย! ข้าหวังจริง ๆ ว่าสักวันเจ้าจะไปหาข้า เพราะข้าอาจจะมีเรื่องต้องขอให้เจ้าช่วยเหลืออยู่ก็ได้!”

“จวนที่ทำการผู้ว่าการมณฑล?” ไล่จื่อชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วพูดออกมาด้วยความตกใจ “แม่นางเหลียน คิดจะไปฟ้องร้องจวนตระกูลเหลียงหรือ? ข้าไม่รู้หรอกว่าท่านมีความแค้นอะไรกันกับจวนตระกูลเหลียง แต่ข้าขอเตือนท่านไว้สักหน่อยนะ จวนตระกูลเหลียนเป็นผู้มีอำนาจครอบครองมณฑลหนานไห่ (ทะเลใต้) ไม่ต่างจากพยัคฆ์ที่ครองถิ่น ไม่มีใครกล้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยเลย!

ได้ยินมาว่าผู้ว่าการคนใหม่ที่มารับตำแหน่งนี้ เป็นท่านโหวที่เก่งกาจในการทำศึก ร่ำลือกันว่าแข็งแกร่งและน่าเกรงขามเพียงใด แต่ตั้งแต่มารับตำแหน่งนี้ก็มีแต่ทำเสียงดังข่มขู่ไปอย่างนั้นเอง จัดการได้แค่พวกกระจอก ๆ ไม่กี่คนเท่านั้น ไม่มีทางกล้าทำอะไรกับจวนตระกูลเหลียงได้แน่ ๆ! ข้าขอแนะนำให้แม่นางเหลียนรีบออกไปจากที่นี่ดีกว่า ปล่อยจวนตระกูลเหลียงไปเสียเถอะ ต่อให้พวกมันมีอำนาจมากแค่ไหน จะทำอะไรท่านได้อย่างไรล่ะ?”

คำพูดของไล่จื่อเต็มไปด้วยความหวังดีและความห่วงใยอย่างจริงใจ ทำให้เหลียนฟางโจวรู้สึกอบอุ่นในใจ นางยิ้มอย่างอ่อนโยนแล้วพูดว่า “ไม่ต้องห่วง ข้าไม่ได้ไปที่จวนที่ทำการผู้ว่าการมณฑลเพื่อฟ้องร้องจวนตระกูลเหลียงหรอก ข้าแค่จะไปพบกับคนรู้จักเก่าเท่านั้นเอง! ฮึ ๆ ส่วนจวนตระกูลเหลียงน่ะ ข้าจะต้องจัดการพวกมันให้สิ้นซากในสักวันหนึ่งอย่างแน่นอน เพียงแค่ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาเท่านั้นเอง” น้ำเสียงของนางหนักแน่น มั่นคง และเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นอย่างไม่หวั่นเกรงใด ๆ!

ไล่จื่อรู้ดีว่าตัวเองคงไม่สามารถทำให้เหลียนฟางโจวเปลี่ยนใจได้ เมื่อได้ยินนางพูดเช่นนั้นก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะเบา ๆ และถอนหายใจออกมาพร้อมกับพูดว่า “แม่นางเหลียนยังคงกล้าหาญเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยน! แต่นี่คือมณฑลหนานไห่ (ทะเลใต้) ขอให้แม่นางเหลียนทำอะไรอย่างระมัดระวังด้วยเถอะ! ข้าคงไม่พูดอะไรให้มากไปกว่านี้แล้ว เชิญท่านรีบไปเถิด!”

เหลียนฟางโจวพยักหน้าให้ พลางพูดด้วยรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความมุ่งมั่น“ไว้เจอกันใหม่!”

“ไว้เจอกันใหม่!” ไล่จื่อประนมมือทำความเคารพพร้อมกับยิ้มให้ นางหันหลังแล้วรีบวิ่งจากไปอย่างรวดเร็ว

แต่ทันใดนั้นเอง ราวกับว่าไล่จื่อนึกอะไรบางอย่างออก จึงรีบตะโกนถามเหลียนฟางโจวที่วิ่งออกไปแล้วว่า “แม่นางเหลียน! ทำไมท่านถึงมาเพียงลำพัง? แล้วอาเจี่ยนไปอยู่ที่ไหนล่ะ?”

เหลียนฟางโจวชะงักฝีเท้า ก่อนจะหันมายิ้มบางๆให้เขา พร้อมกับพูดอย่างใจเย็นว่า “ผู้ว่าการมณฑลคนใหม่ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่ง... ท่านเว่ยหนิงโหว หลี่ฟู่นั่น ก็คืออาเจี่ยน... สามีของข้า!”

พูดจบ นางก็หันหลังกลับแล้วรีบวิ่งไปอย่างรวดเร็ว โดยไม่หันกลับมามองอีกเลย!

ไล่จื่อยืนนิ่งอยู่กับที่ ดวงตาเบิกกว้าง ปากอ้าค้างเหมือนคนที่เพิ่งได้ยินอะไรที่เหนือความคาดหมาย ใบหน้าเต็มไปด้วยความตกตะลึงและไม่อยากจะเชื่อ ราวกับเป็นคนโง่ที่ยืนนิ่งไม่ไหวติง

ในขณะเดียวกัน เหลียนฟางโจววิ่งพรวดพราดออกจากตรอกแคบ ๆ ไป เมื่อมาถึงถนนใหญ่ นางก็เห็นเส้นทางที่แยกออกไปหลายสาย บ่งบอกว่านางได้หลุดออกจากเขตจวนตระกูลเหลียงมาได้สำเร็จ นางถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ก่อนจะเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น วิ่งไปในทิศทางที่ทำให้ตัวเองห่างจากจวนตระกูลเหลียงมากขึ้นเรื่อย ๆ

หลังจากวิ่งอย่างไม่หยุดพัก นางก็มุดตัวเข้าไปหลบในมุมอับของซอกหลืบที่ซ่อนเร้นแห่งหนึ่ง นางนั่งหมอบอยู่ในนั้นอย่างอดทนเป็นเวลาประมาณหนึ่งถึงสองชั่วยาม จนท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเทาอ่อนของรุ่งเช้า

เมื่อฟ้าเริ่มสว่างขึ้น เหลียนฟางโจวจึงออกมาจากที่ซ่อน และเริ่มถามไถ่คนขายอาหารเช้าในละแวกนั้นเกี่ยวกับเส้นทางไปยังจวนที่ทำการผู้ว่าการมณฑล ในที่สุด นางก็ได้รู้ทิศทางที่ต้องไป นางรีบเดินไปตามเส้นทางนั้นทันที

อย่างไรก็ตาม นางไม่ได้รีบร้อนเดินเข้าไปในจวนที่ทำการผู้ว่าการมณฑลโดยตรง เพราะนางยังไม่แน่ใจว่าคนที่เฝ้าประตูอยู่นั้นเป็นคนของหลี่ฟู่จริง ๆ หรืออาจจะเป็นคนของสี่ตระกูลใหญ่ที่คิดร้ายกับนางก็เป็นได้ การเข้าไปโดยไม่ระวังอาจทำให้เกิดปัญหาใหญ่ขึ้นมาได้

จนกระทั่งนางเห็นกลุ่มทหารคุ้มกันที่ติดตามมาจากเมืองหลวงออกมา นางจึงถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะสูดลมหายใจลึก ๆ เพื่อรวบรวมความกล้า แล้วเดินเข้าไปหาพวกเขาอย่างแน่วแน่…

ที่ลานด้านหลังของจวนที่ทำการผู้ว่าการมณฑล บรรยากาศเต็มไปด้วยความปิติยินดีที่ยากจะอธิบาย หลังจากที่ทุกคนได้พบกันอีกครั้ง น้ำตาแห่งความสุข การพูดคุยอย่างสับสน และเสียงหัวเราะผสมกับเสียงร้องไห้ก็ดังก้องไปทั่ว

ตอนนี้ ซู่เอ๋อร์ที่กอดเหลียนฟางโจวไว้แน่นขณะร้องไห้จนหมดแรง ตอนนี้ก็นอนหลับไปอย่างสงบแล้ว

เหลียนฟางโจวค่อย ๆ อุ้มซู่เอ๋อร์ไปวางลงบนเตียงอย่างระมัดระวัง มือของเด็กน้อยที่ยังคงกำเสื้อของนางไว้อย่างแน่นหนา นางจึงค่อย ๆ แกะมือเล็ก ๆ นั้นออกอย่างเบามือ พร้อมกับใช้ผ้าเช็ดรอยคราบน้ำตาบนใบหน้าของเขา นางก้มหน้าลงมองลูกชายที่กำลังหลับอย่างสงบพร้อมกับถอนหายใจเบา ๆ

เด็กคนนี้... แม้จะยังเด็กนัก แต่ปกติก็เป็นเด็กที่เข้าใจอะไรง่าย ๆ และไม่ค่อยร้องไห้งอแงเท่าไหร่ แต่นี่... นี่เป็นครั้งแรกที่เขาโผเข้ามากอดคอนางแน่น และร้องไห้อย่างหนักจนแทบจะหายใจไม่ทัน ราวกับว่าเขาได้รับความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส

น้ำตาหยดใหญ่ ๆ ไหลออกมาจากดวงตาของเขาไม่หยุด ทั้งที่เด็กคนนี้เป็นคนรักความสะอาด แต่กลับไม่แม้แต่จะยกมือขึ้นมาเช็ดน้ำตาตัวเอง

เมื่อมองดูขนตาของเขาที่ยังคงเปียกชื้นและปิดสนิทอยู่บนเปลือกตา พร้อมกับรอยน้ำตาที่ประทับอยู่บนแก้มอันเล็ก ๆ ของเขา หัวใจของเหลียนฟางโจวก็รู้สึกเจ็บปวดขึ้นมาอย่างไม่อาจทนได้ ความรู้สึกสงสารและเสียใจที่เต็มอยู่ในใจของนาง ทำให้นางคิดว่า ถ้าเขาอยากได้ดวงจันทร์จากท้องฟ้า นางก็พร้อมจะเก็บมันมาให้เขาได้โดยไม่ลังเลเลย!

มือข้างหนึ่งวางลงบนบ่านางอย่างแผ่วเบา ฝ่ามือนั้นกว้างใหญ่และอบอุ่น ความอบอุ่นที่ส่งผ่านฝ่ามือนั้นทำให้เหลียนฟางโจวเงยหน้าขึ้นอย่างช้า ๆ นางหันศีรษะไปทางเขาและยิ้มให้กับหลี่ฟู่

เสียงทุ้มนุ่มนวลของหลี่ฟู่ดังขึ้นอย่างอ่อนโยน “ปล่อยให้ซู่เอ๋อร์หลับให้สนิทเถอะ มือของเจ้ายังไม่ได้รับการรักษา ไปเถอะ ข้าจะพาเจ้าไปทำแผล”

เหลียนฟางโจวส่งเสียงตอบเบา ๆ “อืม...” นางพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะยอมให้เขาจูงมือนางออกไปจากห้อง

ในที่สุดหัวใจของเหลียนฟางโจวก็รู้สึกสงบลงอย่างแท้จริง นางได้หลุดพ้นจากสถานที่อันน่าหวาดกลัวนั้นแล้ว สถานที่ที่ทำให้นางต้องวางแผนอยู่ตลอดเวลา ต้องใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังจนแทบหายใจไม่ออก

ตอนนี้... ที่อยู่เคียงข้างนางคือซู่เอ๋อร์ ลูกชายสุดที่รัก สามีที่คอยปกป้องดูแล และคนรับใช้ที่ซื่อสัตย์อย่างปี้เถาและชุนซิ่ง ทุกอย่างที่เกิดขึ้นตอนนี้คือเรื่องจริง ไม่ใช่ความฝันอีกต่อไป!

หลี่ฟู่จูงมือเหลียนฟางโจวเข้าไปในห้อง จากนั้นเขากดให้นางนั่งลงบนเตียงอย่างแผ่วเบา ก่อนจะหยิบยากับผ้าพันแผลออกมา แล้วนั่งลงข้าง ๆ นาง

เขาจับมือนางขึ้นมาอย่างทะนุถนอม แล้วค่อย ๆ ทายาลงบนบาดแผลทีละจุด ๆ อย่างเงียบ ๆ จนทั่วทุกนิ้วมือ จากนั้นก็ค่อย ๆ ใช้ผ้าพันแผลสีขาวสะอาดพันนิ้วมือของนางทีละนิ้ว ๆ อย่างพิถีพิถัน จนดูเหมือนอุ้งเท้าหมีใหญ่ที่ห่อหุ้มไว้

แต่แล้ว เหลียนฟางโจวที่เพิ่งได้สติจากความตื่นเต้นดีใจที่ได้กลับมาพบกับหลี่ฟู่และลูกชาย ก็เริ่มรู้สึกได้ว่าบรรยากาศระหว่างพวกเขามีบางอย่างที่แปลกไป

นางอดไม่ได้ที่จะเหลือบมองหลี่ฟู่ด้วยความสงสัย ก่อนจะพูดขึ้นอย่างลังเล “อาเจี่ยน ท่าน... ท่านดูเหมือนจะไม่ค่อยดีใจเท่าไหร่นะ! ข้ากลับมาแล้ว แต่ท่านดูไม่ค่อยดีใจเลยหรือ?”

มือของหลี่ฟู่ที่กำลังพันแผลหยุดชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะกลับมาทำต่ออย่างช้า ๆ พร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “อย่าคิดมากไปเลย เจ้ากลับมาแล้ว หินก้อนใหญ่ที่กดทับหัวใจข้ามาตลอดก็หลุดออกไปแล้ว จะให้ข้าไม่ดีใจได้อย่างไร?”

เขาเงียบไปสักพัก ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาอีกประโยคหนึ่งด้วยน้ำเสียงที่มีความหมายแฝงอยู่ “ภรรยาของข้านี่ช่างเก่งกาจนัก มีทั้งไหวพริบ มีทั้งความกล้าหาญ และสามารถแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างครบถ้วน ไม่มีช่องโหว่ใด ๆ ข้ารู้สึกชื่นชมและยินดีมากเลยทีเดียว!”

คำพูดนั้น แม้จะฟังดูเหมือนคำชื่นชม แต่กลับแฝงไว้ด้วยอะไรบางอย่างที่ทำให้เหลียนฟางโจวรู้สึกหนาวเยือกขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก...

1 ความคิดเห็น:

  1. สนุกมากค่ะ รออ่านตอนต่อไปค่ะ
    ขอบคุณค่ะ

    ตอบลบ