วันจันทร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1258 พ่อลูกเสียหน้า

 

บทที่ 1258 พ่อลูกเสียหน้า

สีหน้าที่ซีดเผือดของฝูเจียเยว่จู่ๆ ก็กลับมามีเลือดฝาดขึ้นเล็กน้อย ฝูเว่ยที่ยืนมองอยู่ข้างๆ ก็อดรู้สึกผ่อนคลายลงเล็กน้อยไม่ได้

ท่านพ่อ พวกเราจะทำอย่างไรดี? หรือจะยืนรออยู่ตรงนี้เปล่าๆ อย่างนี้?”
ฝูเว่ยเหลียวมองไปรอบด้าน—ลานที่ว่าการว่างเปล่า มีเพียงพ่อลูกสองคนยืนโดดเดี่ยวอยู่ในนั้น ช่างน่าอึดอัดจนแทบทนไม่ไหว!

ฝูเจียเยว่ถอนหายใจเบาๆ สีหน้าเย็นชา เอ่ยว่า นี่มันก็แค่การข่มขู่ตั้งแต่ก้าวแรกเท่านั้น รอก็รอไปเถอะ! ข้าเองก็อยากรู้เหมือนกันว่า—”

พวกเขาจะกล้าปล่อยให้เรารอไปถึงเมื่อไร! และหลังจากนั้น...จะคิดหาทางลงกันอย่างไร!

พวกเขาถูกทิ้งให้ยืนรออยู่อย่างนั้น จนกระทั่งฟ้าเริ่มมืดในยามพลบค่ำ
ทว่าทั้งใต้เท้าไป๋เจ้าเมืองเฉวียนโจว และมือปราบหลีต่างก็ไม่ปรากฏตัวอีกแม้แต่เงา

บิดาลูกตระกูลฝู ทั้งเหนื่อย ทั้งหิว ทั้งกระหาย—ความลำบากที่ได้รับไม่ต้องเอ่ยถึง แต่ที่น่าอึดอัดยิ่งกว่า ก็คือความคับแค้นที่อัดแน่นอยู่เต็มอก...แต่กลับพูดอะไรไม่ได้เลยสักคำ!

จนกระทั่งท้องฟ้ามืดสนิท ถึงได้มีเจ้าหน้าที่สองคนเดินเข้ามา สีหน้าเย็นชาราวกับไม่เคยรู้จักพวกเขามาก่อน ก่อนจะตวาดไล่ด้วยท่าทีรำคาญเหมือนไล่หมูไล่หมา พาไปยังเรือนแคบๆ หลังหนึ่งที่เก่าโทรมอย่างยิ่ง

โครม! ชามใบหนึ่งถูกกระแทกลงบนโต๊ะเสียงดัง ในชามมีเพียงหมั่นโถวสีขาวก็ไม่ขาว ดำก็ไม่ดำ อยู่สองก้อน

กินซะ!” เจ้าหน้าที่คนหนึ่งพูดแค่นั้นด้วยน้ำเสียงห้วนจัด แล้วก็หันหลังเดินจากไปทันที

เจ้า...!” ฝูเว่ยโมโหจนกำหมัดแน่น ดวงตาแทบจะลุกเป็นไฟ

ฝูเจียเย่วคล้ายคาดการณ์ไว้ล่วงหน้า เขาตาไวใจเร็วคว้าข้อมือบุตรชายไว้มั่นพลางออกแรงบีบแน่น ก่อนจะปั้นยิ้มกล่าวแก่ยอดมือนั้นอย่างสุภาพ "ลำบากพี่ท่านแล้ว! มิทราบว่าพอจะช่วยสงเคราะห์น้ำดื่มให้พวกเราสักถ้วยได้หรือไม่?"

ยอดมือปราบผู้นั้นเหลือบตามองฝูเจียเยว่พลางแค่นยิ้มกว้าง จนเห็นฟันเหลืองกรังเต็มปาก

แววตาของมันวาววับ เผยความลำพองใจออกมาอย่างมิปิดบัง

การที่ได้เห็นผู้นำตระกูลฝูอันดับหนึ่งแห่งเฉวียนโจว ผู้ซึ่งเคยรุ่งโรจน์อยู่เหนือผู้คน ต้องมาปั้นหน้ายิ้มประจบพลางนบนอบเรียกตนว่า "พี่ท่าน" เช่นนี้ ก็นับว่าชาตินี้มันตายตาหลับแล้ว!

แม้จะเป็นแค่ "ท่านฝูที่หมดบารมี" ก็เถอะ

น้ำเหรอ? ไปเอาให้ก็ได้” เจ้าหน้าที่คนนั้นยิ้มตาหยี เอ่ยเสียงระรื่น แต่คุณชายทั้งสองก็เป็นคุณชายจากตระกูลร่ำรวย จะให้พวกเราพวกจนๆ ลำบากวิ่งไปวิ่งมาโดยไม่ตอบแทนอะไรเลย มันก็ดูจะ...เกินไปหน่อยนะ?”

สีหน้าของฝูเว่ยพลันมืดครึ้ม ความโกรธทะลักขึ้นมาจนแทบระเบิด เขาใกล้จะทนไม่ไหวเต็มที!

ฝูเจียเยว่ซึ่งเป็นเศรษฐีผู้มั่งคั่ง ไม่ต่างจากป้ายทองคำที่เปล่งประกาย
เวลาจะซื้ออะไร จะใช้เงินเสียเมื่อไหร่? ถึงไม่มีคนติดตามหรือผู้จัดการคอยตามข้างกาย เพียงเอ่ยคำว่า “จดบัญชีไว้ก่อน” ก็มีคนมากมายแย่งกันยื่นของให้ด้วยความเต็มใจ

เพราะฉะนั้น—เขาไม่เคยพกเงินติดตัว!

ฝูเจียเยว่ถึงกับหน้าเจื่อน สีหน้าเริ่มแดงขึ้นเล็กน้อยด้วยความกระดากอาย

แววตาคาดหวังของเจ้าหน้าที่คนนั้นเปลี่ยนเป็นความผิดหวังทันที
เขาแค่นเสียงเหอะด้วยความดูแคลน ก่อนจะกวาดตามองทั่วทั้งตัวฝูเจียเยว่
สายตาสุดท้ายไปหยุดลงที่นิ้วโป้ง ซึ่งมีแหวนหยกเขียวแวววาวสวมอยู่...

ฝูเจียเยว่ก็สัมผัสได้ถึงสายตาของเจ้าหน้าที่ผู้นั้น แต่แหวนหยกวงนี้มีค่ามาก—อย่างน้อยก็มูลค่ากว่าหมื่นตำลึงเงิน แม้เขาจะมั่งมีเพียงใด แต่จะให้แลกแหวนวงนี้กับน้ำเพียงหนึ่งถ้วย เขาก็ยังรู้สึกเจ็บใจอยู่ดี

ยิ่งไปกว่านั้น ของมีค่าในตัวเขาตอนนี้ก็เหลืออยู่น้อยเต็มที แหวนหยกนี้อาจเป็นสิ่งเดียวที่สามารถแลกกับข่าวสำคัญในอนาคตได้ จะให้เอามาเสียเปล่าเช่นนี้ได้อย่างไร?

เจ้าหน้าที่คนนั้นเห็นฝูเจียเยว่ไม่มีท่าทีจะถอดแหวนแลกน้ำ สีหน้าก็พลันขุ่นมัวทันตา เขาส่งเสียงหึเย็นชา แล้วหมุนตัวเดินจากไปทันที ขณะปิดประตูยังจงใจกระแทกเสียงดังลั่น ทำเอาพ่อลูกตระกูลฝูสะดุ้งโหยง ความรู้สึกอับอายอดสูในอกยิ่งเพิ่มทวี

ท่านพ่อ! พวกมันก็แค่พวกต่ำช้าตาดูถูกคน! ข้าทนกล้ำกลืนอยู่แบบนี้ไม่ไหวแล้ว! พวกเราทุ่มเงินให้พวกมันมากมายในแต่ละวัน ยังไม่พอเลี้ยงมันอีกหรือ? ไอ้พวกเนรคุณกินบนเรือนขี้รดบนหลังคา!”

ฝูเว่ยคำรามด้วยความเดือดดาล ทุบหมัดลงบนโต๊ะอย่างแรง ก่อนจะหันไปจ้องหมั่นโถวสองก้อนบนโต๊ะด้วยแววตาขุ่นเคือง แล้วสะบัดหน้าหนีไปทางอื่นด้วยความขัดใจ

เจ้าบอกข้ามาตรงๆ” ฝูเจียเยว่สีหน้าพลันเย็นชา จ้องลูกชายเขม็ง น้ำเสียงเย็นเยียบ เจ้าทำอะไรลับหลังข้าหรือไม่? คิดให้ดีก่อนจะตอบ!”

ฝูเว่ยเดือดดาลจนแทบกระโดดตัวลอย โกรธจนควันแทบออกหู ท่านพ่อ! ท่านพูดแบบนี้ได้ยังไง! ต่อให้ข้าจะงี่เง่าสักแค่ไหน แต่จะให้ข้าไปล่วงเกินขุนนางทั้งเมืองเฉวียนโจวหมดทุกคน ข้ามีปัญญาถึงขนาดนั้นเชียวหรือ? ท่านพ่อมองข้าสูงไปแล้ว!”

แน่ใจว่าจริงๆ ไม่มี?”

ไม่มี! ไม่มีแน่นอน!” ฝูเว่ยตอบอย่างหงุดหงิด ตั้งแต่เมื่อคืนถึงตอนนี้ ข้าคิดทบทวนไม่รู้กี่รอบแล้ว ข้าสาบานได้ว่าไม่ได้ทำอะไรแน่นอน!”

แววตาในดวงตาของฝูเจียเยว่ค่อยๆ หรี่แสงลง เขาถอนหายใจยาว เสียงเบาหวิว ราวกับหมดเรี่ยวแรง ใบหน้าหม่นหมอง สายตาเหม่อลอยไม่รู้ทิศทาง

ฝูเว่ยก็แอบมีความสงสัยอยู่ในใจเช่นกัน ว่าหรือแท้จริงแล้วท่านพ่ออาจทำอะไรบางอย่างไว้ แต่พอเหลือบมองบิดาเข้าเพียงแวบเดียว เขาก็ไม่กล้าถามออกไปตรงๆ

นึกว่าคืนนี้คงจะจบลงเพียงเท่านี้แล้ว ไม่คาดว่า...ผ่านไปได้เพียงครึ่งชั่วยาม ประตูก็ถูกผลักเปิดออกอีกครั้ง—มือปราบหลีที่หายไปนานกลับมาปรากฏตัวอีกครั้ง เขายืนอย่างองอาจ เอ่ยด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ "คุณชายทั้งสอง ขอเชิญตามข้ามา!"

เจ้ายังจะพาเราไปที่ไหนอีก!” ฝูเว่ยที่อดทนข่มกลั้นมาได้ถึงสองวันเต็ม ถูกดูหมิ่นเหยียบย่ำมาจนแทบขาดใจ ในที่สุดก็ระเบิดออกมาอย่างอดกลั้นไม่อยู่
เขาแววตาดุดัน จ้องหัวหน้าหลี่เขม็ง เอ่ยด้วยเสียงแข็งกร้าว

มือปราบหลีแค่นหัวเราะเย็นชา เชิดหน้าขึ้นอย่างหยิ่งผยอง ไปพบ ‘สหายเก่า’ ของท่านฟูไงล่ะ...เชิญเถอะ!”

สหายเก่าอะไรกัน? พูดจาไร้สาระ!” ฝูเว่ยหัวเราะเยาะเสียงเย็น

เวยเอ๋อร์!” ฝูเจียเยว่กลับรู้สึกใจหวิวขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ ความไม่สบายใจแล่นวาบเข้ามาโดยไม่อาจอธิบาย

สัญชาตญาณเตือนเขาว่า—สหายเก่า” ที่มือปราบหลีเอ่ยถึงนั้น ต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องทั้งหมดที่พ่อลูกตระกูลฝูต้องเจอมาตลอดสองวันที่ผ่านมาอย่างแน่นอน

รบกวนพาไปเถอะ” ฝูเจียเยว่กล่าวเรียบๆ สีหน้าสงบ แต่ไร้รอยยิ้ม

ถึงขั้นนี้แล้ว เขาไม่มีเหตุผลจะต้องประจบเอาใจใครอีก ได้แต่—ดูท่าทีแล้วค่อยว่ากัน!

ด้านในเรือนหลังของที่ว่าการเมืองเฉวียนโจว แสงไฟส่องสว่างทั่วบริเวณ ลานด้านล่างและบันไดริมระเบียง มีเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบยืนเรียงรายตรงแน่ว ราวกับรอรับคำสั่งอยู่ทุกมุม

**

ฝูเจียเยว่ไม่เคยคาดคิดเลยว่า คนที่เขาจะได้พบในเรือนหลังของที่ว่าการเมืองเฉวียนโจว…จะเป็นผู้นั้น! บุรุษผู้นั้นสวมเสื้อคลุมยาวผ้าไหมหังโจวสีเขียวน้ำทะเล ลายเถาพันเร้น สวมผ้าโพกศีรษะทรงสี่เหลี่ยม หน้าผากกว้าง หน้ายาว จมูกโด่ง ดวงตาเปล่งประกายวาววับ ระหว่างคิ้วแฝงกลิ่นอายสังหารอันดุดัน เมื่อพ่อลูกทั้งสองก้าวเข้าไป เขากำลังนั่งถัดจากใต้เท้าไป๋เจ้าเมือง สนทนาเบาๆ กับใต้เท้าไป๋และเหล่าขุนนางอย่างรองเจ้าเมืองการกับผู้ช่วยเจ้าเมือง พอพวกเขาเข้ามา เสียงหัวเราะก็สงบลงทันที ทุกคนหันมามองพร้อมกัน พ่อลูกตระกูลฝูเข้าไปทำความเคารพเรียบร้อยแล้ว ฝูเจียเยว่จึงค้อมมือเอ่ยว่า “ใต้เท้าไป๋ ข้าไม่ทราบว่าทำเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร โปรดบอกให้ชาวบ้านอย่างข้าเข้าใจเถิด ต่อให้ต้องตาย—ข้าก็อยากตายอย่างกระจ่าง!”

**

ไม่คาดว่าใต้เท้าไป๋เจ้าเมืองการกลับหัวเราะเสียงดัง หลังหัวเราะเสร็จ เขาก็ยกมือขึ้นอย่างจนใจ แล้วยิ้มเจื่อนว่า ข้าเองก็จนใจอยู่เหมือนกันมิใช่หรือ? มีคนมายื่นฟ้อง ข้าย่อมต้องรับเรื่องและดำเนินคดีตามหน้าที่สิ ท่านฝูอย่าได้โกรธเคืองข้าเลย! พวกท่านตระกูลฝูก็เป็นผู้มีหน้ามีตาในเมือง ข้าถึงไม่ได้เรียกขึ้นศาลเปิดเผยต่อหน้าคนทั้งเมือง นี่ก็ถือว่ารักษาเกียรติให้ท่านฝูเต็มที่แล้ว ท่านเองก็น่าจะเห็นใจข้าบ้าง ตอนนี้…ฝ่ายโจทก์ก็มาถึงแล้ว หากท่านฝูมีสิ่งใดจะพูด ก็ว่ามาได้ตามสะดวกเถิด!”

ฝูเว่ยได้ยินท่านผู้ว่าเอ่ยด้วยถ้อยคำยังพอสุภาพ ใจก็ฮึกเหิมขึ้นมาทันที
เขาร้องขึ้นอย่างเดือดดาล โจทก์? จำเลย? ท่านหมายความว่า ตระกูลฝูของเราถูกคนฟ้องงั้นหรือ? ใครกัน! ใครมันกล้ามาหาเรื่องพวกเรา!”

เงียบซะ!” ฝูเจียเยว่เอ็ดเสียงต่ำ ที่นี่มิใช่ที่ให้เจ้าพูด!”

พอสิ้นคำ ฝูเจียเยว่ก็เหลือบตามองไปยังบุรุษวัยกลางคนในชุดเขียวน้ำทะเลผู้ที่นั่งอยู่ตรงนั้น สายตาคมกริบจ้องเขม็งไม่กะพริบ…

1 ความคิดเห็น: