เหลียนฟางโจวได้ฟังดังนั้นก็ใจชื้นขึ้นบ้าง
นางยิ้มอย่างขวยเขินพลางเอ่ย “ข้านี่นับวันยิ่งไร้ประโยชน์นัก
เอะอะก็ตื่นตูมไปเสียหมด!”
หลี่ฟู่หัวเราะปลอบ “จะโทษเจ้าได้อย่างไร
เจ้าห่วงใยพวกเขากลายเป็นนิสัยไปแล้ว ยามสถานการณ์คับขันเช่นนี้
จะมิให้ใจหายใจคว่ำได้อย่างไรเล่า?”
คำพูดนั้นทำให้เหลียนฟางโจวหลุดหัวเราะออกมา
ทว่ามินานก็กลับมาขมวดคิ้วนิ่วหน้าด้วยความกังวลอีกครั้ง “คนทางหมู่บ้านต้าฟางกลับมาแล้วก็จริง
ทว่าคนที่ท่านส่งเข้าเมืองหลวงเหตุใดจึงยังไร้ข่าวคราว? อาเจ๋อกับคนอื่นๆ ยามนี้อยู่ที่ใดกันแน่? พวกผู้ชายอย่างอาเจ๋อ เช่อเอ๋อร์ หรืออวิ๋นหานข้ายังมิห่วงเท่าใด
ทว่าพี่สะใภ้กับอี้หยุนล้วนเป็นสตรี ไหนจะลูกๆ ของอาเจ๋อที่ยังเล็กนัก
ระหว่างทางที่ต้องหลบซ่อนหนีภัยเช่นนี้ มิรู้ว่าต้องตรากตรำเพียงใด
แล้วยังเรื่อง...”
เด็กเล็กนั้นร่างกายอ่อนแอ
ยิ่งในยุคสมัยที่การแพทย์มิได้เจริญก้าวหน้าเช่นนี้ เหลียนฟางโจวได้แต่ยิ้มขมขื่น
มิกล้าจินตนาการต่อไปให้ใจเสีย
หลี่ฟู่ทำได้เพียงปลอบโยนให้นางวางใจ
ยืนยันว่าคนของเขาได้กระจายกำลังค้นหาอย่างละเอียดตลอดเส้นทาง
หากมีร่องรอยย่อมมิรอดพ้นสายตาไปได้ ทั้งยังสำทับว่าการมิมีข่าวถือเป็นข่าวดี
ขอให้นางสงบใจรอคอยอย่างเยือกเย็น
เขาหาได้กล้าบอกความจริงกับนางไม่...
มิใช่ว่าลูกน้องมิได้รายงานกลับมา ทว่ารายงานทุกครั้งกลับมีเพียงคำเดียวคือ
"ไร้ร่องรอย"!
หากขืนบอกนางไป ยามที่นางยังอยู่ในช่วงอยู่ไฟเช่นนี้
มีหวังนางคงอกแตกตายเพราะความร้อนใจแน่นอน
“หากพวกท่านเชื่อใจ ให้ข้าไปช่วยดูให้ดีหรือไม่?” เสียงเรียบเฉยดังขึ้น
เหลียนฟางโจวและหลี่ฟู่เงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็น 'ม่อเว่ย'
เดินเข้ามาพร้อมกับ 'ซวี่เอ๋อร์'
“ท่านแม่!”
ซวี่เอ๋อร์วิ่งถลาเข้ามาหาเหลียนฟางโจวด้วยสีหน้ากังวลพลางอ้อนวอน
“ท่านแม่เลิกกังวลได้แล้วนะขอรับ? ให้ลูกไปเถิด ลูกจะไปกับท่านอาม่อ จะต้องพาน้องชายและท่านน้ากลับมาหาท่านแม่ให้ได้แน่นอนขอรับ!”
ความจริงซวี่เอ๋อร์จดจำพวกเหลียนเจ๋อได้เพียงเลือนลางเท่านั้น
ทว่าความกังวลของมารดานั้นประจักษ์แจ้งอยู่เบื้องหน้า
แม้เหลียนฟางโจวจะพยายามเลี่ยงมิเอ่ยถึงเรื่องเคร่งเครียดต่อหน้าเขา
ทว่าเด็กน้อยมิใช่คนโง่ มีหรือจะสัมผัสมิได้?
หลี่ฟู่และเหลียนฟางโจวต่างพากันหลุดยิ้มด้วยความเอ็นดู
เหลียนฟางโจวลูบศีรษะลูกชายพลางยิ้มกล่าว “เจ้ายังเล็กนัก
คิดจะไปตามหาคนรึ? เพียงเจ้าก้าวพ้นประตูจวนไปก้าวเดียว
แม่ก็ห่วงจนนั่งมิติดแล้ว!”
“ได้ยินที่แม่เจ้าบอกหรือไม่? เจ้าเพียงรั้งอยู่ในจวนอย่างว่าง่าย คอยมาอยู่เป็นเพื่อนแม่เจ้าทุกวัน
เท่านี้ก็ประเสริฐยิ่งกว่าสิ่งใด! หากแม้แต่เจ้ายังมิอยู่ข้างกายแม่เจ้า
คิดดูสิว่านางจะยิ่งเหงาและอมทุกข์เพียงใด?”
หลี่ฟู่นั้นรู้ซึ้งถึงนิสัยจริงจังและดื้อรั้นของบุตรชายผู้นี้ดีกว่าใคร
วาจาที่ว่าอยากไปตามหาคนนั้นมิใช่เพียงพูดเล่นตามประสาเด็ก
ทว่าซวี่เอ๋อร์อาจจะคิดการณ์เช่นนั้นจริงๆ
เขาจึงต้องรีบตัดไฟเสียแต่ต้นลมในยามที่บ้านเมืองกำลังโกลาหลเช่นนี้!
“ขอรับท่านพ่อ...” ซวี่เอ๋อร์รับคำเสียงอ่อย
แอบมองมารดาคราหนึ่งก่อนจะพยักหน้ายินยอม
ม่อเว่ยเอ่ยถามอย่างรำคาญใจ “แล้วข้าเล่า?”
ใจของเหลียนฟางโจวกระตุกวูบ ม่อเว่ยเป็นยอดนักฆ่า
ย่อมต้องเชี่ยวชาญการสะกดรอยและแกะรอยยิ่งกว่าผู้ใด สติปัญญาก็เฉลียวฉลาด
หากเขาออกโรงเอง โอกาสที่จะหาคนเจอย่อมมีมากขึ้นมิน้อย
ทั้งสองสามีภรรยาสบตากันเพียงครู่ก็เข้าใจเจตนาของกันและกัน
“เช่นนั้นก็ประเสริฐยิ่ง!” เหลียนฟางโจวยิ้มกล่าว
“หากท่านยินดีช่วยเหลือ ก็นับเป็นวาสนาของพวกเรา
ข้าขอกริ่งเกรงและขอบคุณท่านจากใจจริง!”
“ต้องการคนติดตามไปด้วยหรือไม่?” หลี่ฟู่ถามเสริม
ม่อเว่ยส่ายหน้า “มิพ่วงภาระ ข้าไปผู้เดียวคล่องตัวกว่า!
ฮูหยินหลี่มิต้องเกรงใจ ซวี่เอ๋อร์บ่นพร่ำรำพันทุกวันจนข้ารำคาญหู
สู้ข้าออกไปเสี่ยงดวงดูเสียยังดีกว่า เรื่องเร่งด่วนมิควรรอช้า
ข้าจะออกเดินทางเสียวันนี้เลย”
เหลียนฟางโจวยิ้มแย้ม “ประจวบเหมาะนัก
ก่อนเดินทางมาที่นี่เราได้ให้คนวาดภาพรูปหน้าของทุกคนไว้ดูต่างหน้า
ฝีแปรงช่างสมจริงยิ่ง ข้าจะให้คนรีบคัดลอกให้ท่านหนึ่งชุด
อย่างเร็วคงเป็นมะรืนนี้ถึงจะเสร็จสิ้น หรือว่า—”
“มิพักต้องลำบากปานนั้น!” ม่อเว่ยขมวดคิ้ว “ภาพวาดอยู่ที่ใด? ข้าขอดูเพียงแวบเดียวก็พอ!”
เหลียนฟางโจวความจริงมิได้เตรียมคนวาดภาพไว้หรอก
ในเวลาอันสั้นเช่นนี้จะไปหาช่างเขียนยอดฝีมือมาจากที่ใดได้? ทว่าขึ้นชื่อว่ายอดนักฆ่า
ย่อมต้องมีพรสวรรค์ในการจดจำใบหน้าคนเป็นเลิศ เมื่อเห็นม่อเว่ยยืนกรานเช่นนั้น
นางจึงรีบสั่งให้หงอวี้ไปหยิบภาพวาดมาคลี่ให้ม่อเว่ยดูทันที
ม่อเว่ยเพียงกวาดตามองรอบเดียวก็พยักหน้า “ข้าจำได้สิ้นแล้ว!
หากพบเจอคนเหล่านี้ ข้าจะพาพวกเขากลับมาอย่างปลอดภัยแน่นอน!”
หากเป็นเขามือสังหารผู้นี้ออกโรงเอง
มิว่าจะเป็นการสลัดการตามล่าหรือการอำพรางร่องรอย
หลี่ฟู่และเหลียนฟางโจวก็หาได้มีสิ่งใดต้องกังวลอีก
ทั้งสองต่างซาบซึ้งใจยิ่งนักและกล่าวขอบคุณซ้ำๆ
ม่อเว่ยปรายตามองซวี่เอ๋อร์คราหนึ่งก่อนจะสั่งความ “วิชาที่ข้าสอนไป
เจ้าจงหมั่นฝึกฝนให้ครบทุกกระบวนท่าระหว่างที่ข้าไม่อยู่
รอข้ากลับมาแล้วจะสอนวิชาใหม่ให้!”
“ขอรับ!” ซวี่เอ๋อร์พยักหน้าแข็งขัน “ท่านอาม่อ ท่านต้องรีบกลับมานะขอรับ!”
รีบกลับมา ย่อมหมายถึงการพาคนกลับมาด้วย
ม่อเว่ยพยักหน้ารับคำเพียงนิด ก่อนจะเร้นกายจากไป
จวบจนกระทั่งถึงวันงานฉลองครบเดือนของ 'เจ้าตวนอู่' ทั้งคนของหลี่ฟู่และม่อเว่ยต่างก็ยังมิส่งข่าวคราวใดๆ
กลับมา
ทางด้านเมืองหลวงเองก็เงียบเชียบ ไร้ร่องรอยของพวกเหลียนเจ๋อเช่นกัน
หลี่ฟู่และเหลียนฟางโจวเริ่มมั่นใจแล้วว่า
พวกเหลียนเจ๋อต้องกำลังหลบซ่อนตัวอยู่ที่ใดสักแห่งแน่นอน!
เรื่องนี้ทำให้พวกเขาโล่งใจได้ชั่วครู่ทว่าก็ยิ่งกังวลหนักกว่าเดิม
เพราะการหลบซ่อนย่อมเสี่ยงต่อการถูกค้นพบได้ทุกเมื่อโดยมิอาจรู้ล่วงหน้า
ยามนี้ ทำได้เพียงเดิมพันกับโชคชะตา...
ว่าใครจะเป็นฝ่ายหาคนเจอเก่อนกัน!
ทว่างานฉลองครบเดือนของนายน้อยตวนอู่นั้น
หาได้ได้รับผลกระทบจากความโกลาหลในเมืองหลวงไม่
เพราะนี่คือบุตรชายคนแรกที่เกิดในแผ่นดินหนานไห่ของใต้เท้าหลี่และฮูหยิน
ทั่วทั้งเมืองต่างเคารพรักคนทั้งคู่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
งานนี้มิว่าเหลียนฟางโจวและหลี่ฟู่จะเต็มใจจัดหรือไม่ หรือจะมีกะจิตกะใจเพียงใด
ทว่าสถานการณ์ก็บังคับให้งานออกมาดูยิ่งใหญ่อลังการและครึกครื้นยิ่งนัก!
โจวปิ่งหมิงเป็นตัวแทนวังจิ้งหนานอ๋องหอบของขวัญล้ำค่ามามอบให้ถึงที่
บรรดาขุนนางและคหบดีจากเมืองใกล้เคียงต่างตบเท้าเข้ามาร่วมยินดีไม่ขาดสาย
แม้แต่หลีอ๋องจากเมืองหลวงยังส่งราชทูตควบม้าเร็วมาประทานของขวัญ ฝ่ายเซี่ยนอ๋องเองก็มิยอมน้อยหน้าเช่นกัน
ด้วยเหตุนี้ งานฉลองครบเดือนจึงกลายเป็นสมรภูมิย่อยๆ
ของขั้วอำนาจต่างๆ ที่พยายามเข้ามาชิงไหวชิงพริบกันจนบรรยากาศดูเข้มข้นผิดปกติ
เหลียนฟางโจวและหลี่ฟู่แสร้งทำเป็นมิรู้ความ
มิว่าฝ่ายใดจะพยายามหยั่งเชิงหรือโน้มน้าวเพียงใด ทั้งสองก็มิยอมรับลูก
ทำเพียงกล่าวขอบคุณที่มาร่วมงานมงคลของบุตรชายเท่านั้น
โชคยังดีที่แขกเหรื่อต่างรู้กาลเทศะ
การจะมาบีบคั้นเอาความในงานมงคลเช่นนี้ถือเป็นการเสียมารยาทอย่างแรง
ทุกคนจึงมิกล้ากำเริบเสิบสาน
เมื่อเห็นหลี่ฟู่และเหลียนฟางโจวบ่ายเบี่ยงอย่างนุ่มนวล
ต่างก็พากันสงบปากสงบคำแต่โดยดี
ในที่สุด งานมงคลครานี้ก็จบลงด้วยความชื่นมื่นของทุกฝ่าย!
หลังเสร็จสิ้นพิธี
แขกเหรื่อต่างทยอยลาจากเมืองหนานไห่กลับสู่ถิ่นฐานของตน
สนุกค่ะ ขอบคุณค่ะ
ตอบลบ