เดิมทีพระชายาฮั่นหยางอ๋องตั้งใจจะรั้งตัวเหลียนฟางโจวไว้สนทนาต่อ
แต่เมื่อเห็นนางออกปากเช่นนั้นก็ไม่สะดวกจะเหนี่ยวรั้ง
จึงได้แต่พยักหน้าพลางยิ้มละไม “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ หลี่ฮูหยินก็ไปเถิด
วันหน้าเปิ่นกงจะให้คนไปเชิญท่านมาสนทนาใหม่!”
จ้าวฮูหยินรับคำสั่ง แล้วกำชับให้บ่าวไปแจ้งทางห้องครัว
จากนั้นทั้งสองจึงขอตัวลาออกมา
เมื่อพ้นจากเรือน จ้าวฮูหยินส่งสายตาเป็นสัญญาณให้บ่าวไพร่ถอยออกไป
ก่อนจะสาวเท้าเข้ามาประชิดตัวเหลียนฟางโจวแล้วเอ่ยอย่างขุ่นเคือง “หลี่ฮูหยินท่านช่างความอดทนสูงส่งนัก!
ก็แค่ท่านอ๋องกับพระชายาที่ตกยาก จะวิเศษวิโสมาจากไหนกัน! โบราณว่าไว้
‘หงส์ปีกหักสู้ไก่ยังไม่ได้’ สถานะนางยามนี้ยังเทียบพวกเราไม่ได้เสียด้วยซ้ำ
กลับกลายเป็นเราที่ต้องคอยประจบเอาใจนางทุกฝีก้าว!”
เหลียนฟางโจวยิ้มขื่น พลางเอ่ยปลอบ
“อย่างไรเสียเขาก็ยังมีตำแหน่งพระชายาค้ำคอ
หากเราแสดงความไม่เคารพจนเรื่องแพร่งพรายออกไป จะกลายเป็นฝ่ายเราที่ผิดเอง
มิหนำซ้ำยังจะทำให้ชื่อเสียงสามีพวกเราต้องมัวหมองไปด้วย ปล่อยนางไปเถิด...
นางเองก็ต้องรักษาหน้าตาตนเอง ในเมื่อยามนี้นางรู้ซึ้งถึงนิสัยใจคอของท่านแล้ว
ย่อมไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่ามอีก ท่านวางใจได้”
เมื่อได้ยินว่าพระชายาฮั่นหยางอ๋องจะไม่มาหาเรื่องตนอีก จ้าวฮูหยินก็ใจชื้นขึ้นมาทันที
แต่นางยังมิวายถามย้ำอย่างไม่เชื่อหู “จริงหรือ? นางจะไม่มาวุ่นวายกับข้าจริงๆ หรือ? ข้าล่ะคร้านจะปรนนิบัตินางเต็มที
เห็นหน้าทีไรเป็นต้องอารมณ์เสียทุกที!”
เหลียนฟางโจวกลั้นขำพลางส่ายหน้า “ย่อมเป็นเรื่องจริง!
หากนางถูกท่านตอกกลับไปเช่นนั้นอีกรอบ มีหวังหน้าตานางคงไม่เหลือดี
สิ่งจอมปลอมเหล่านี้ท่านอาจไม่ใส่ใจ แต่นางย่อมใส่ใจเป็นที่สุด ด้วยฐานันดรของนาง
บีบให้นางมิอาจละทิ้งศักดิ์ศรีนี้ได้”
“อีกอย่าง...” แววตาของเหลียนฟางโจวหม่นแสงลง “ฮั่นหยางอ๋องย่อมต้องเดินทางไปยังเมืองหนานไห่
นางจะอยู่ที่นี่ได้อีกสักกี่น้ำกัน?”
“จริงด้วย!” จ้าวฮูหยินตบมือพลางหัวเราะร่า
“ข้าลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท มัวแต่กังวลไปเองแท้ๆ!”
พูดจบนางก็มองเหลียนฟางโจวด้วยสายตาเห็นใจ “ลำบากหลี่ฮูหยินแล้ว
คนกลุ่มนี้มาแล้วก็ไม่รู้จะยอมไปเมื่อไหร่ เฮ้อ...
ปากก็พร่ำบอกว่าใต้หล้าเป็นของราชวงศ์โจว
ไม่แน่ว่าอาจจะดื้อแพ่งไม่ยอมจากไปก็ได้!”
“หลี่ฮูหยิน!” ใจของจ้าวฮูหยินกระตุกวูบ
ความหวาดหวั่นจู่โจมเข้ามาจนต้องรีบคว้ามือเหลียนฟางโจวไว้แน่น
“ท่านกับผู้ว่าการมณฑลหลี่ต้องรักษามณฑลหนานไห่ไว้ให้ได้นะเจ้าคะ!
หากหนานไห่ต้องตกอยู่ในน้ำมือของคนที่โอหังอวดดีและดูถูกชาวหนานไห่เช่นนี้
ไม่รู้เลยว่าบ้านเมืองจะกลายเป็นเช่นไร อย่างน้อยก็เพื่อราษฎรหนานไห่
พวกท่านห้ามยอมอ่อนข้อให้เด็ดขาดนะ!”
ในยามเผชิญหน้ากับความเป็นตายของบ้านเมือง จ้าวฮูหยินมิใช่คนเขลา
นางย่อมมองออกว่ามณฑลหนานไห่ควรอยู่ในมือผู้ใดจึงจะสงบสุขที่สุด
เหลียนฟางโจวรู้สึกอบอุ่นในใจ นางยิ้มตอบ “วางใจเถิด!
หนานไห่ยังคงอยู่ที่นี่ ใครก็พรากไปไม่ได้!”
จ้าวฮูหยินมีความเชื่อมั่นในตัวเหลียนฟางโจวยิ่งกว่าหลี่ฟู่เสียอีก
เมื่อได้ยินเช่นนั้นนางก็คลายกังวลทันที “หลี่ฮูหยินกล่าวเช่นนี้ข้าก็เบาใจ!
อ้อ... แล้วข่าวลือที่มาจากเมืองหลวงนั่นล่ะ สรุปว่าเป็นอย่างไรกันแน่? อดีตฮ่องเต้กับอดีตรัชทายาทถูกใครปลงพระชนม์? เป็นฝีมือของหลีอ๋องฮ่องเต้องค์ใหม่จริงๆ หรือเจ้าคะ?”
“ข้ากับพวกท่านก็อยู่ไกลจากเมืองหลวงนับหมื่นลี้
ใครจะรู้ว่าเรื่องที่นั่นจริงเท็จประการใด?” เหลียนฟางโจวสีหน้าเคร่งขรึมลงเล็กน้อยก่อนจะยิ้มกล่าว “จ้าวฮูหยิน
ในเมื่อเรื่องเหล่านั้นไกลตัวพวกเรานัก จะจริงหรือเท็จก็ช่างมันเถิด
ขอเพียงชีวิตยามนี้เป็นของจริงก็พอแล้ว!”
จ้าวฮูหยินนึกเสียใจที่เผลอไผลถามเรื่องละเอียดอ่อนออกไปเพราะความอยากรู้อยากเห็น
เมื่อได้ยินคำตอบนั้นนางก็ดวงตาเป็นประกาย รีบพยักหน้าเห็นพ้อง “จริงด้วย! หลี่ฮูหยินกล่าวได้ถูกต้องที่สุด
พวกเราใช้ชีวิตของพวกเราไปเถิด เรื่องอื่นใครจะสนกัน!”
ภายในห้องโถง พระชายาฮั่นหยางอ๋องโบกมือไล่บ่าวไพร่ให้ออกไปจนหมด
แต่นางยังคงอารมณ์ค้าง สีหน้าดูแย่ยิ่งนัก
ฉินเช่อเฟย (พระชายารองฉิน) ไม่กล้าปลีกตัวจากไป
จึงได้แต่ปรนนิบัติอยู่ข้างกายอย่างสำรวม
เมื่อได้ยินพระชายาถอนหายใจยาวพลางเอนพิงพนักอย่างอ่อนล้า
ฉินเช่อเฟยจึงรีบเข้าไปประคอง และจัดหมอนอิงให้พิงได้ถนัด
“ยังดีที่มีเจ้าที่รู้ความอยู่บ้าง” พระชายาฮั่นหยางอ๋องปรายตามามองพลางตรัส
ฉินเช่อเฟยรีบประจบเอาใจ “พระชายาทรงเมตตาหม่อมฉันประดุจขุนเขา
หม่อมฉันย่อมรู้ซึ้งถึงบุญคุณ จะไปเลียนแบบพวกคนไร้ยางอายเหล่านั้นได้อย่างไรกัน!”
คำพูดนั้นสะกิดใจพระชายาเข้าอย่างจัง นางถอนหายใจเบาๆ “นั่นสิ...
ยามนี้คนที่มีมโนธรรมนับว่าหาได้ยากยิ่งนัก!”
ฉินเช่อเฟยนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยอย่างขุ่นเคือง
“พระชายาโปรดประทานอภัยที่หม่อมฉันปากพล่อย แต่จ้าวฮูหยินนั่นเสียมารยาทเกินไปแล้ว!
กล้าทำกิริยาเป็นหญิงปากจัดลงไม้ลงมือต่อหน้าพระพักตร์ หากเป็นที่เมืองหลวง
นางคงถูกริบตราตั้งและถูกโบยจนตายไปแล้ว แม้แต่สามีนางก็คงไม่พ้นต้องถูกปลด!
หม่อมฉันเจ็บใจแทนพระชายายิ่งนักที่ทรงปล่อยนางไปง่ายๆ เช่นนี้!”
“เหอะ!” พระชายาฮั่นหยางอ๋องยิ้มหยัน พลางโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ
“ตอนนั้นข้าก็แค่โกรธจนหน้ามืดไปชั่วขณะ หากพิจารณาดูแล้วก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร
ในเมื่อนางลดตัวลงไปทำกิริยาต่ำตมเช่นนั้น เราจะไปลดตัวลงไปเกลือกกลั้วกับนางทำไม? สตรีผู้นี้ก็มีดีแค่เสียงดัง
ใจคอคงไม่มีแผนการลึกซึ้งอะไร คนเช่นนี้รับมือได้ง่ายกว่า
เพราะอย่างน้อยนางก็ไม่มีเล่ห์เหลี่ยมเพทุบาย... แต่ที่น่ากลัวคือหลี่ฮูหยินผู้นั้น...”
สายตาของพระชายาฮั่นหยางอ๋องเริ่มลึกล้ำขึ้น นางแค่นยิ้มเย็น
“เกรงว่านางคงจะชินกับการเป็นใหญ่ในมณฑลหนานไห่
จนคิดจะครอบครองอำนาจไว้แต่เพียงผู้เดียวเสียแล้วกระมัง
คำพูดคำจาของนางในวันนี้...”
มันชัดเจนว่านางไม่ได้เห็นข้าที่เป็นพระชายาอยู่ในสายตาเลยสักนิด!
ฉินเช่อเฟยหน้าถอดสี พลันหวนนึกขึ้นได้ว่าเหตุใดพระชายาถึงยอมปล่อยจ้าวฮูหยินไปง่ายๆ
แท้จริงแล้ว จ้าวฮูหยินเมื่อเทียบกับหลี่ฮูหยินแล้วก็นับว่าไร้ความหมาย
การจะไปถือสาหาความกับนางจึงไม่มีประโยชน์อันใด
“พระชายา... หากหลี่ฮูหยินมีใจเป็นอื่น
ผู้ว่าการมณฑลหลี่เองก็อาจไว้ใจไม่ได้ หากท่านอ๋องเสด็จมาถึงที่นี่
ไม่แน่ว่าอาจจะ... อาจจะ...” ฉินเช่อเฟยรู้สึกหนาวสันหลังวาบ
หากผู้ว่าการมณฑลหลี่จับพวกนางมัดรวมกันส่งไปให้เมืองหลวงเพื่อเอาความดีความชอบ
จะทำเช่นไร?
พระชายาฮั่นหยางอ๋องใจสั่นสะท้านไปชั่วครู่ ก่อนจะแค่นยิ้มเย็นชา
“นางกล้าหรือ!
ท่านอ๋องมาหนานไห่เพื่อทวงความเป็นธรรมให้ฮ่องเต้และรัชทายาทพระองค์ก่อน
เพื่อระดมกำลังบุกกลับเข้าเมืองหลวงไปแก้แค้น มิใช่มาเพื่อขอความเมตตาจากหลี่ฟู่!
เหอะ... เขามักกล่าวอ้างว่าตนเป็นขุนนางภักดีต่ออดีตฮ่องเต้มิใช่หรือ? หากเขากล้าคิดคดต่อท่านอ๋อง
ใต้หล้านี้คงไม่มีใครอภัยให้เขาแน่!”
ฉินเช่อเฟยถูกปฏิกิริยาที่รุนแรงของพระชายาขู่จนขวัญเสีย
รีบพยักหน้าพลางตอบ “เพคะ... พระชายาปรีชายิ่ง หม่อมฉันเบาปัญญาไปเอง!”
ทว่าคำพูดของนางกลับทำให้พระชายาฮั่นหยางอ๋องไม่อาจสงบใจได้อีก
นางรู้สึกอ่อนเพลียจึงโบกมือไล่ให้ออกไป
ยิ่งครุ่นคิด... จิตใจของพระชายาก็ยิ่งว้าวุ่นจนมิอาจสงบลงได้เลย
ขอบคุณค่ะ
ตอบลบ