บทที่ 1447 เล่ห์เหลี่ยมไม่ขาดสาย
ตกค่ำเมื่อฮั่นหยางอ๋องกลับมาถึง หลังจากได้ฟังคำบอกเล่าจากพระชายา
ประกอบกับนึกถึงท่าทีของหลี่ฟู่และพวกพ้องที่พบเจอในวันนี้
ซึ่งแต่ละคนล้วนปลิ้นปล้อนลื่นไหลเยี่ยงปลาไหล
รับคำแบบแบ่งรับแบ่งสู้แต่กลับไม่มีสัจจะที่แน่นอนแม้เพียงครึ่งคำ
ใจของเขาก็พลันเกิดความระแวงขึ้นมาเช่นกัน
อย่างไรเสีย ที่นี่ก็คือมณฑลหนานไห่!
หากหลี่ฟู่คิดจะลงมือทำอะไรขึ้นมาจริงๆ ด้วยกำลังทหารในมือเขาที่มีไม่ถึงหมื่น
จะไปต้านทานอะไรได้?
ฮั่นหยางอ๋องนั้นมีความกังวลยิ่งกว่าพระชายาเสียอีก
เพราะไม่มีใครรู้ดีไปกว่าเขาว่า แท้จริงแล้วอดีตฮ่องเต้สวรรคตด้วยเหตุใด!
ทว่าภายนอกเขายังคงรักษาท่าทีสงบนิ่งประหนึ่งทุกอย่างอยู่ในกำมือ
เขากล่าวตำหนิพระชายาเบาๆ ว่า “เจ้าคิดมากไปแล้ว!
เมื่อครั้งเสด็จพ่อยังทรงพระชนม์ชีพ
ทรงออกปากชมความซื่อสัตย์ของแม่ทัพหลี่อยู่บ่อยครั้ง
เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะไม่คิดล้างแค้นทวงคืนความเป็นธรรมให้เสด็จพ่อ
มิเช่นนั้นเขาคงไม่เพิกเฉยต่อสาส์นแสดงความยินดีของหลีอ๋อง
และคงไม่ปล่อยให้พวกเราเข้ามณฑลหนานไห่หรอก! ส่วนฮูหยินหลี่นั้น
อย่างไรก็นางก็เป็นเพียงสตรี ต่อให้แม่ทัพหลี่จะรักใคร่นางเพียงใด
ก็คงไม่เห็นแก่ความรักจนละทิ้งคุณธรรมระหว่างขุนนางกับนาย! เจ้าลองตรองดูเถิด
เรื่องคอขาดบาดตายของบ้านเมือง แม่ทัพหลี่เคยฟังคำนางเสียเมื่อไหร่
และนางเคยเข้ามาสอดแทรกตั้งแต่ตอนไหน? เป็นผู้หญิงอย่าได้ขี้ระแวงไปเรื่อย
พรุ่งนี้เราต้องออกเดินทางไปเมืองหนานไห่พร้อมกับพวกเขาสองสามีภรรยา
แทนที่จะเอาเวลามานั่งระแวงเรื่องไร้สาระ
สู้เจ้าไปตีสนิทกับฮูหยินหลี่ให้มากหน่อยจะดีกว่า หากพวกเจ้าใกล้ชิดกัน
ย่อมส่งผลดีต่อแผนการใหญ่ของเปิ่นหวาง!”
คำพูดไม่กี่ประโยคนี้ช่วยขจัดความกังวลในใจพระชายาไปได้ถึงเจ็ดแปดส่วน
เมื่อตรองดูก็เห็นจริงตามนั้น นางจึงรีบพยามยามปั้นหน้ายิ้มประจบ
“ท่านอ๋องช่างมองการณ์ไกลนัก หม่อมฉันเข้าใจแล้วเพคะ! ท่านอ๋องวางใจได้
หม่อมฉันรู้แล้วว่าควรทำเช่นไร!”
เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ในตอนกลางวัน
พระชายาฮั่นหยางอ๋องถึงกับหลั่งเหงื่อเย็นเยียบด้วยความขามเกรง
โชคดีนักที่นางไม่ได้ดึงดันจะเอาเรื่องฮูหยินจ้าวให้ถึงที่สุด
เพราะท่าทีของเหลียนฟางโจวนั้นชัดเจนว่าเข้าข้างฝ่ายนั้น
หากตอนนั้นสถานการณ์บานปลายจนแตกหัก มิเป็นการทำลายแผนการใหญ่ของท่านอ๋องหรอกหรือ?
ช่างเถิด! ยามนี้ยอมละเว้นให้พวกนางไปก่อน
วันหน้าเมื่อท่านอ๋องได้ขึ้นครองบัลลังก์
นางก็จะเป็นฮองเฮาผู้เป็นมารดาแห่งแผ่นดิน
ถึงเวลานั้นจะมีเรื่องใดที่นางจัดการไม่ได้อีก?
วันรุ่งขึ้น พระชายาฮั่นหยางอ๋องจึงยอมลดทิฐิลง
เมื่อพบเหลียนฟางโจวนางก็แสดงท่าทีสนิทสนมเป็นกันเองยิ่งนัก
ทั้งถ้อยคำและแววตาล้วนเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มละไม
จนเหลียนฟางโจวถึงกับรู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่ง
กว่าจะตั้งหลักรับมือได้ก็ผ่านไปครู่ใหญ่
แม้ในใจจะสงสัยว่าเหตุใดพระชายาผู้นี้ถึงเปลี่ยนท่าทีไปเพียงข้ามคืน
แต่ในเมื่ออีกฝ่ายยอมสงบเสงี่ยมไม่หาเรื่อง เหลียนฟางโจวย่อมยินดียิ่ง
นางจึงตอบรับด้วยท่าทีสุภาพอ่อนโยน
ขบวนเดินทางจึงมุ่งหน้ากลับสู่เมืองหนานไห่ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ
สองวันต่อมา ทั้งหมดก็เดินทางมาถึงเมืองหนานไห่
หูต้าไห่และพรรคพวกได้เตรียมการถางพงหญ้าในหุบเขาใหญ่ข้างค่ายทหารนอกเมืองไว้รอนานแล้ว
พร้อมทั้งสร้างกระท่อมที่พักไว้มากมายเพื่อรองรับกองกำลังผู้ติดตามของฮั่นหยางอ๋อง
เช่นเดียวกับที่เมืองเฉวียนโจว
ฮั่นหยางอ๋องยืนกรานที่จะนำทหารรักษาพระองค์และยอดฝีมือรวมหนึ่งพันนายเข้าเมืองไปด้วย
แม้หลี่ฟู่จะขุ่นเคืองใจ
แต่เมื่อเห็นท่าทีแข็งกร้าวของฮั่นหยางอ๋องในเรื่องนี้
ประกอบกับเข้าใจดีว่าอีกฝ่ายขวัญเสียจนระแวงไปหมดประหนึ่งวิหคตื่นเกาทัณฑ์
จึงได้แต่ยอมตกลงอย่างไม่เต็มใจนัก
ทว่าจวนตระกูลเติ้งที่กว้างขวางก็ยังไม่เพียงพอจะรองรับคนทั้งหมดได้
ฮั่นหยางอ๋องจึงสบโอกาสขอให้คนของตนที่เหลือเข้าไปพักในที่ว่าการเมือง
โดยอ้างว่าจะได้ช่วยเฝ้าประตูเมืองและออกตรวจตราความเรียบร้อย
แต่หลี่ฟู่กลับปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใยทันควัน พร้อมสั่งให้คนไปเช่าเรือนขนาดใหญ่ห้าหลังเพื่อแยกย้ายคนเหล่านั้นไปพำนักแทน
ฮั่นหยางอ๋องไม่กล้าโต้แย้งรุนแรงนัก จึงต้องยอมถอยให้ก้าวหนึ่ง
ทว่าเมื่อนึกถึงภายหลัง
เขาก็ยิ่งรู้สึกเดือดดาลและอัปยศอดสูใจที่ถูกหลี่ฟู่กดขี่เกินไปเสียแล้ว!
ผ่านไปเพียงไม่กี่วัน ฮั่นหยางอ๋องและเหล่าลูกน้องก็เริ่มสัมผัสได้ว่า
เมืองหนานไห่แห่งนี้ภายนอกดูผ่อนคลายแต่ภายในกลับรัดกุมเข้มงวด
ดูเหมือนจะสงบเงียบไม่ต่างจากที่อื่น
ทว่าไม่ว่าพวกเขาจะพยายามสอดแนมหรือลองเชิงด้วยวิธีใด
ก็ไม่อาจสอดมือเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกิจการงานใดๆ ในเมืองนี้ได้เลยแม้แต่นิดเดียว!
สำหรับตัวหลี่ฟู่นั้นย่อมไม่ต้องพูดถึง
ไม่มีใครใจกล้าพอจะไปลองดีต่อหน้าเขา
ส่วนขุนนางน้อยใหญ่และนายทหารใต้บังคับบัญชาที่มีตำแหน่งสำคัญล้วนหนักแน่นดั่งขุนเขา
ลมพัดไม่เข้า น้ำสาดไม่เปียก ไม่เปิดโอกาสให้คนนอกทำอะไรได้เลย!
ทางด้านหลี่ฟู่เองก็ได้รับคำร้องเรียนและเสียงบ่นจากหูต้าไห่และเฝิงชวี่จี๋ไม่เว้นวัน
ว่าพวกสมุนของฮั่นหยางอ๋องช่างไร้มารยาท มีเจตนาแอบแฝง
คิดจะก้าวก่ายงานในหน้าที่ของตน วันๆ เอาแต่ป้วนเปี้ยนไปมา
มิหนำซ้ำยังพยายามทุกวิถีทางเพื่อเข้าหาเหล่านายทหารระดับกลางและขุนนางท้องถิ่น...
“ท่านแม่ทัพ เจตนาของฮั่นหยางอ๋องชัดเจนยิ่งกว่าหัวใจของซือหม่าเจา!
ข้าน้อยเชื่อว่าท่านเองก็มองออก แล้วท่านได้วางแผนรับมือไว้บ้างหรือไม่?” เฝิงชวี่จี๋เอ่ยถาม
แววตามีประกายความหวังทอดมองไปที่หลี่ฟู่
เขาเชื่อว่าหลี่ฟู่ย่อมเข้าใจความหมายที่เขาสื่อ
หลี่ฟู่ลอบถอนใจ
เรื่องการเป็นฮ่องเต้นั้นเขาไม่เคยอยู่ในความคิดแม้แต่น้อย
เขารู้ตัวดีว่าตนทำไม่ได้ และราชวงศ์โจวก็ยังไม่ถึงจุดสิ้นหวัง การก่อกบฏนั้นง่าย
แต่การช่วงชิงใต้หล้านั้นหาได้ง่ายดายเพียงนั้นไม่!
หลี่ฟู่แสร้งทำเป็นมองไม่เห็นสายตาของเฝิงชวี่จี๋ ก่อนจะแค่นยิ้มเย็น
“ดูท่าฮั่นหยางอ๋องจะใจร้อนมิใช่น้อย ถึงขั้นไม่เห็นแก่หน้าใครแล้ว!
พวกเจ้าไม่ต้องไปสนใจเขา แค่กวดขันคนของตนเองให้ดีก็พอ จงส่งคำสั่งลับออกไป
หากใครกล้าลอบติดต่อคบคิดกับคนของฮั่นหยางอ๋อง
ให้ฆ่าทิ้งเสียทันทีโดยไม่ต้องละเว้น!
ข้าก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าเล่ห์เหลี่ยมเล็กๆ น้อยๆ
ของเขาจะเล่นไปได้ถึงเมื่อไหร่!”
เขาคงไม่ไร้เดียงสาถึงขั้นคิดว่าจะสามารถช่วงชิงมณฑลหนานไห่ไปจากมือข้าได้โดยไม่ต้องหลั่งเลือดกระมัง?
เมื่อหูต้าไห่และเฝิงชวี่จี๋ได้รับคำสั่งเช่นนั้นก็ลาออกไปปฏิบัติหน้าที่ทันที
เพียงไม่กี่วันต่อมา ก็มีการประหารคนไปหลายคนจริงๆ
คราวนี้นายทหารและขุนนางทั้งหลายจึงตาสว่างและเห็นความจริงเสียที
ต่างพากันหลบเลี่ยงคนของฮั่นหยางอ๋องประหนึ่งเจออสรพิษ
แม้แต่จะสนทนาด้วยก็ยังไม่กล้า
ยิ่งเรื่องรับของกำนัลหรือไปร่ำสุราด้วยกันยิ่งไม่ต้องพูดถึง!
พวกเขาหลงลืมไปเสียสนิทว่า ใต้เท้าหลี่ผู้นี้แม้แต่พวกป่าเถื่อนในเกาะหลางฉีเขาก็ยังปราบจนสยบราบคาบมาแล้ว
แล้วเขาจะเป็นคนที่ใครจะมาจูงจมูกได้ง่ายๆ ได้อย่างไร?
ฝ่ายหนึ่งคือผู้บังคับบัญชาโดยตรงที่ถอนรากถอนโคนสี่ตระกูลใหญ่และปราบชนเผ่าป่าเถื่อนจนราบคาบ
อีกฝ่ายคืออ๋องตกยากที่หนีหัวซุกหัวซุนมาหาที่พึ่งพา
ต่อให้เป็นคนโง่ก็ย่อมรู้ดีว่าควรเลือกอยู่ข้างใคร!
เมื่อฮั่นหยางอ๋องได้รับรายงานก็โกรธจัดจนตัวสั่น
ก่นด่าหลี่ฟู่ในใจอย่างรุนแรง
เขารู้ดีว่าตนเองใจร้อนเกินไป แต่จะไม่ใจร้อนได้อย่างไร? เขาจะมัวแต่รอเฉยๆ ไม่ได้!
หากรอจนหลีอ๋องมั่นคงบนบัลลังก์ แล้วจะมีที่ยืนให้เขาหรือ? เขาต้องรีบลงมือให้เร็วที่สุด!
เขาเพียงแค่ต้องการหยั่งเชิงดูใจคนให้แน่ชัดก่อนจะออกปากกล่าวกับหลี่ฟู่ตรงๆ
ใครจะคิดว่าหลี่ฟู่จะใจคออำมหิตถึงเพียงนี้
ถึงขั้นสั่งฆ่าขุนนางและนายทหารที่ใกล้ชิดกับคนของเขาอย่างโจ่งแจ้ง
นี่มันชัดเจนว่าเป็นการ ‘ฆ่าไก่ให้ลิงดู’ โดยแท้!
ที่น่าเจ็บใจที่สุดสำหรับฮั่นหยางอ๋องก็คือ
เขารู้ทั้งรู้ว่าหลี่ฟู่ฆ่าคนพวกนั้นเพื่อข่มขวัญเขา และหลี่ฟู่เองก็รู้ว่าเขารู้
แต่เขากลับทำอะไรอีกฝ่ายไม่ได้เลยแม้แต่น้อย!
นี่เขาตกต่ำถึงเพียงนี้เชียวหรือ? ถึงขนาดต้องทนก้มหน้ากล้ำกลืนความอัปยศที่ขุนนางท้องถิ่นผู้หนึ่งหยิบยื่นให้ต่อหน้าต่อตาเช่นนี้!
ขอบคุณค่ะ
ตอบลบ