วันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1447 เล่ห์เหลี่ยมไม่ขาดสาย

 

บทที่ 1447 เล่ห์เหลี่ยมไม่ขาดสาย

ตกค่ำเมื่อฮั่นหยางอ๋องกลับมาถึง หลังจากได้ฟังคำบอกเล่าจากพระชายา ประกอบกับนึกถึงท่าทีของหลี่ฟู่และพวกพ้องที่พบเจอในวันนี้ ซึ่งแต่ละคนล้วนปลิ้นปล้อนลื่นไหลเยี่ยงปลาไหล รับคำแบบแบ่งรับแบ่งสู้แต่กลับไม่มีสัจจะที่แน่นอนแม้เพียงครึ่งคำ ใจของเขาก็พลันเกิดความระแวงขึ้นมาเช่นกัน

อย่างไรเสีย ที่นี่ก็คือมณฑลหนานไห่! หากหลี่ฟู่คิดจะลงมือทำอะไรขึ้นมาจริงๆ ด้วยกำลังทหารในมือเขาที่มีไม่ถึงหมื่น จะไปต้านทานอะไรได้?

ฮั่นหยางอ๋องนั้นมีความกังวลยิ่งกว่าพระชายาเสียอีก เพราะไม่มีใครรู้ดีไปกว่าเขาว่า แท้จริงแล้วอดีตฮ่องเต้สวรรคตด้วยเหตุใด!

ทว่าภายนอกเขายังคงรักษาท่าทีสงบนิ่งประหนึ่งทุกอย่างอยู่ในกำมือ เขากล่าวตำหนิพระชายาเบาๆ ว่า “เจ้าคิดมากไปแล้ว! เมื่อครั้งเสด็จพ่อยังทรงพระชนม์ชีพ ทรงออกปากชมความซื่อสัตย์ของแม่ทัพหลี่อยู่บ่อยครั้ง เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะไม่คิดล้างแค้นทวงคืนความเป็นธรรมให้เสด็จพ่อ มิเช่นนั้นเขาคงไม่เพิกเฉยต่อสาส์นแสดงความยินดีของหลีอ๋อง และคงไม่ปล่อยให้พวกเราเข้ามณฑลหนานไห่หรอก! ส่วนฮูหยินหลี่นั้น อย่างไรก็นางก็เป็นเพียงสตรี ต่อให้แม่ทัพหลี่จะรักใคร่นางเพียงใด ก็คงไม่เห็นแก่ความรักจนละทิ้งคุณธรรมระหว่างขุนนางกับนาย! เจ้าลองตรองดูเถิด เรื่องคอขาดบาดตายของบ้านเมือง แม่ทัพหลี่เคยฟังคำนางเสียเมื่อไหร่ และนางเคยเข้ามาสอดแทรกตั้งแต่ตอนไหน? เป็นผู้หญิงอย่าได้ขี้ระแวงไปเรื่อย พรุ่งนี้เราต้องออกเดินทางไปเมืองหนานไห่พร้อมกับพวกเขาสองสามีภรรยา แทนที่จะเอาเวลามานั่งระแวงเรื่องไร้สาระ สู้เจ้าไปตีสนิทกับฮูหยินหลี่ให้มากหน่อยจะดีกว่า หากพวกเจ้าใกล้ชิดกัน ย่อมส่งผลดีต่อแผนการใหญ่ของเปิ่นหวาง!”

คำพูดไม่กี่ประโยคนี้ช่วยขจัดความกังวลในใจพระชายาไปได้ถึงเจ็ดแปดส่วน เมื่อตรองดูก็เห็นจริงตามนั้น นางจึงรีบพยามยามปั้นหน้ายิ้มประจบ “ท่านอ๋องช่างมองการณ์ไกลนัก หม่อมฉันเข้าใจแล้วเพคะ! ท่านอ๋องวางใจได้ หม่อมฉันรู้แล้วว่าควรทำเช่นไร!”

เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ในตอนกลางวัน พระชายาฮั่นหยางอ๋องถึงกับหลั่งเหงื่อเย็นเยียบด้วยความขามเกรง โชคดีนักที่นางไม่ได้ดึงดันจะเอาเรื่องฮูหยินจ้าวให้ถึงที่สุด เพราะท่าทีของเหลียนฟางโจวนั้นชัดเจนว่าเข้าข้างฝ่ายนั้น หากตอนนั้นสถานการณ์บานปลายจนแตกหัก มิเป็นการทำลายแผนการใหญ่ของท่านอ๋องหรอกหรือ?

ช่างเถิด! ยามนี้ยอมละเว้นให้พวกนางไปก่อน วันหน้าเมื่อท่านอ๋องได้ขึ้นครองบัลลังก์ นางก็จะเป็นฮองเฮาผู้เป็นมารดาแห่งแผ่นดิน ถึงเวลานั้นจะมีเรื่องใดที่นางจัดการไม่ได้อีก?

วันรุ่งขึ้น พระชายาฮั่นหยางอ๋องจึงยอมลดทิฐิลง เมื่อพบเหลียนฟางโจวนางก็แสดงท่าทีสนิทสนมเป็นกันเองยิ่งนัก ทั้งถ้อยคำและแววตาล้วนเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มละไม จนเหลียนฟางโจวถึงกับรู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่ง กว่าจะตั้งหลักรับมือได้ก็ผ่านไปครู่ใหญ่

แม้ในใจจะสงสัยว่าเหตุใดพระชายาผู้นี้ถึงเปลี่ยนท่าทีไปเพียงข้ามคืน แต่ในเมื่ออีกฝ่ายยอมสงบเสงี่ยมไม่หาเรื่อง เหลียนฟางโจวย่อมยินดียิ่ง นางจึงตอบรับด้วยท่าทีสุภาพอ่อนโยน ขบวนเดินทางจึงมุ่งหน้ากลับสู่เมืองหนานไห่ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ

สองวันต่อมา ทั้งหมดก็เดินทางมาถึงเมืองหนานไห่

หูต้าไห่และพรรคพวกได้เตรียมการถางพงหญ้าในหุบเขาใหญ่ข้างค่ายทหารนอกเมืองไว้รอนานแล้ว พร้อมทั้งสร้างกระท่อมที่พักไว้มากมายเพื่อรองรับกองกำลังผู้ติดตามของฮั่นหยางอ๋อง

เช่นเดียวกับที่เมืองเฉวียนโจว ฮั่นหยางอ๋องยืนกรานที่จะนำทหารรักษาพระองค์และยอดฝีมือรวมหนึ่งพันนายเข้าเมืองไปด้วย

แม้หลี่ฟู่จะขุ่นเคืองใจ แต่เมื่อเห็นท่าทีแข็งกร้าวของฮั่นหยางอ๋องในเรื่องนี้ ประกอบกับเข้าใจดีว่าอีกฝ่ายขวัญเสียจนระแวงไปหมดประหนึ่งวิหคตื่นเกาทัณฑ์ จึงได้แต่ยอมตกลงอย่างไม่เต็มใจนัก

ทว่าจวนตระกูลเติ้งที่กว้างขวางก็ยังไม่เพียงพอจะรองรับคนทั้งหมดได้ ฮั่นหยางอ๋องจึงสบโอกาสขอให้คนของตนที่เหลือเข้าไปพักในที่ว่าการเมือง โดยอ้างว่าจะได้ช่วยเฝ้าประตูเมืองและออกตรวจตราความเรียบร้อย แต่หลี่ฟู่กลับปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใยทันควัน พร้อมสั่งให้คนไปเช่าเรือนขนาดใหญ่ห้าหลังเพื่อแยกย้ายคนเหล่านั้นไปพำนักแทน

ฮั่นหยางอ๋องไม่กล้าโต้แย้งรุนแรงนัก จึงต้องยอมถอยให้ก้าวหนึ่ง

ทว่าเมื่อนึกถึงภายหลัง เขาก็ยิ่งรู้สึกเดือดดาลและอัปยศอดสูใจที่ถูกหลี่ฟู่กดขี่เกินไปเสียแล้ว!

ผ่านไปเพียงไม่กี่วัน ฮั่นหยางอ๋องและเหล่าลูกน้องก็เริ่มสัมผัสได้ว่า เมืองหนานไห่แห่งนี้ภายนอกดูผ่อนคลายแต่ภายในกลับรัดกุมเข้มงวด ดูเหมือนจะสงบเงียบไม่ต่างจากที่อื่น ทว่าไม่ว่าพวกเขาจะพยายามสอดแนมหรือลองเชิงด้วยวิธีใด ก็ไม่อาจสอดมือเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกิจการงานใดๆ ในเมืองนี้ได้เลยแม้แต่นิดเดียว!

สำหรับตัวหลี่ฟู่นั้นย่อมไม่ต้องพูดถึง ไม่มีใครใจกล้าพอจะไปลองดีต่อหน้าเขา ส่วนขุนนางน้อยใหญ่และนายทหารใต้บังคับบัญชาที่มีตำแหน่งสำคัญล้วนหนักแน่นดั่งขุนเขา ลมพัดไม่เข้า น้ำสาดไม่เปียก ไม่เปิดโอกาสให้คนนอกทำอะไรได้เลย!

ทางด้านหลี่ฟู่เองก็ได้รับคำร้องเรียนและเสียงบ่นจากหูต้าไห่และเฝิงชวี่จี๋ไม่เว้นวัน ว่าพวกสมุนของฮั่นหยางอ๋องช่างไร้มารยาท มีเจตนาแอบแฝง คิดจะก้าวก่ายงานในหน้าที่ของตน วันๆ เอาแต่ป้วนเปี้ยนไปมา มิหนำซ้ำยังพยายามทุกวิถีทางเพื่อเข้าหาเหล่านายทหารระดับกลางและขุนนางท้องถิ่น...

“ท่านแม่ทัพ เจตนาของฮั่นหยางอ๋องชัดเจนยิ่งกว่าหัวใจของซือหม่าเจา! ข้าน้อยเชื่อว่าท่านเองก็มองออก แล้วท่านได้วางแผนรับมือไว้บ้างหรือไม่?” เฝิงชวี่จี๋เอ่ยถาม แววตามีประกายความหวังทอดมองไปที่หลี่ฟู่ เขาเชื่อว่าหลี่ฟู่ย่อมเข้าใจความหมายที่เขาสื่อ

หลี่ฟู่ลอบถอนใจ เรื่องการเป็นฮ่องเต้นั้นเขาไม่เคยอยู่ในความคิดแม้แต่น้อย เขารู้ตัวดีว่าตนทำไม่ได้ และราชวงศ์โจวก็ยังไม่ถึงจุดสิ้นหวัง การก่อกบฏนั้นง่าย แต่การช่วงชิงใต้หล้านั้นหาได้ง่ายดายเพียงนั้นไม่!

หลี่ฟู่แสร้งทำเป็นมองไม่เห็นสายตาของเฝิงชวี่จี๋ ก่อนจะแค่นยิ้มเย็น “ดูท่าฮั่นหยางอ๋องจะใจร้อนมิใช่น้อย ถึงขั้นไม่เห็นแก่หน้าใครแล้ว! พวกเจ้าไม่ต้องไปสนใจเขา แค่กวดขันคนของตนเองให้ดีก็พอ จงส่งคำสั่งลับออกไป หากใครกล้าลอบติดต่อคบคิดกับคนของฮั่นหยางอ๋อง ให้ฆ่าทิ้งเสียทันทีโดยไม่ต้องละเว้น! ข้าก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าเล่ห์เหลี่ยมเล็กๆ น้อยๆ ของเขาจะเล่นไปได้ถึงเมื่อไหร่!”

เขาคงไม่ไร้เดียงสาถึงขั้นคิดว่าจะสามารถช่วงชิงมณฑลหนานไห่ไปจากมือข้าได้โดยไม่ต้องหลั่งเลือดกระมัง?

เมื่อหูต้าไห่และเฝิงชวี่จี๋ได้รับคำสั่งเช่นนั้นก็ลาออกไปปฏิบัติหน้าที่ทันที

เพียงไม่กี่วันต่อมา ก็มีการประหารคนไปหลายคนจริงๆ คราวนี้นายทหารและขุนนางทั้งหลายจึงตาสว่างและเห็นความจริงเสียที ต่างพากันหลบเลี่ยงคนของฮั่นหยางอ๋องประหนึ่งเจออสรพิษ แม้แต่จะสนทนาด้วยก็ยังไม่กล้า ยิ่งเรื่องรับของกำนัลหรือไปร่ำสุราด้วยกันยิ่งไม่ต้องพูดถึง!

พวกเขาหลงลืมไปเสียสนิทว่า ใต้เท้าหลี่ผู้นี้แม้แต่พวกป่าเถื่อนในเกาะหลางฉีเขาก็ยังปราบจนสยบราบคาบมาแล้ว แล้วเขาจะเป็นคนที่ใครจะมาจูงจมูกได้ง่ายๆ ได้อย่างไร?

ฝ่ายหนึ่งคือผู้บังคับบัญชาโดยตรงที่ถอนรากถอนโคนสี่ตระกูลใหญ่และปราบชนเผ่าป่าเถื่อนจนราบคาบ อีกฝ่ายคืออ๋องตกยากที่หนีหัวซุกหัวซุนมาหาที่พึ่งพา ต่อให้เป็นคนโง่ก็ย่อมรู้ดีว่าควรเลือกอยู่ข้างใคร!

เมื่อฮั่นหยางอ๋องได้รับรายงานก็โกรธจัดจนตัวสั่น ก่นด่าหลี่ฟู่ในใจอย่างรุนแรง

เขารู้ดีว่าตนเองใจร้อนเกินไป แต่จะไม่ใจร้อนได้อย่างไร? เขาจะมัวแต่รอเฉยๆ ไม่ได้! หากรอจนหลีอ๋องมั่นคงบนบัลลังก์ แล้วจะมีที่ยืนให้เขาหรือ? เขาต้องรีบลงมือให้เร็วที่สุด!

เขาเพียงแค่ต้องการหยั่งเชิงดูใจคนให้แน่ชัดก่อนจะออกปากกล่าวกับหลี่ฟู่ตรงๆ ใครจะคิดว่าหลี่ฟู่จะใจคออำมหิตถึงเพียงนี้ ถึงขั้นสั่งฆ่าขุนนางและนายทหารที่ใกล้ชิดกับคนของเขาอย่างโจ่งแจ้ง นี่มันชัดเจนว่าเป็นการ ‘ฆ่าไก่ให้ลิงดู’ โดยแท้!

ที่น่าเจ็บใจที่สุดสำหรับฮั่นหยางอ๋องก็คือ เขารู้ทั้งรู้ว่าหลี่ฟู่ฆ่าคนพวกนั้นเพื่อข่มขวัญเขา และหลี่ฟู่เองก็รู้ว่าเขารู้ แต่เขากลับทำอะไรอีกฝ่ายไม่ได้เลยแม้แต่น้อย!

นี่เขาตกต่ำถึงเพียงนี้เชียวหรือ? ถึงขนาดต้องทนก้มหน้ากล้ำกลืนความอัปยศที่ขุนนางท้องถิ่นผู้หนึ่งหยิบยื่นให้ต่อหน้าต่อตาเช่นนี้!

1 ความคิดเห็น: