วันอังคารที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1420 ในที่สุดโอกาสก็มาถึง

 

บทที่ 1420 ในที่สุดโอกาสก็มาถึง

เหลียนฟางโจวมองดูโจวเชี่ยนที่กำลังกะพริบตาปริบ ๆ ส่งสายตาหยาดเยิ้มมาให้พร้อมรอยยิ้มละไม หากมิใช่เพราะความบาดหมางที่เคยเกิดขึ้นอย่างไร้สาเหตุในอดีต หากมิใช่เพราะสัญชาตญาณขัดขืนของอีกฝ่ายยามถูกนางกุมมือเมื่อวานนี้ และหากมิใช่เพราะรู้อยู่เต็มอกว่าการเข้าหาครั้งนี้แฝงเจตนาร้าย เหลียนฟางโจวคงเกือบจะถูกท่าทางไร้เดียงสานี้ตบตาเข้าเสียแล้ว!

"ในเมื่อท่านหญิงกล่าวเช่นนี้ ข้าก็มิเกรงใจแล้วนะเพคะ" เหลียนฟางโจวลังเลครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มตอบ เมื่อเห็นอีกฝ่ายทำปากยื่นเหมือนจะงอนที่นางยังเรียก "ท่านหญิง" อยู่ นางจึงเปลี่ยนมาเรียกด้วยรอยยิ้มว่า "อาเชี่ยน"

ส่วนคำว่า "น้องหญิง" นั้น เหลียนฟางโจวรู้สึกว่ามันช่างกระดากปากเกินกว่าจะเอ่ยออกมาได้จริง ๆ

โจวเชี่ยนขานรับด้วยรอยยิ้มสดใส แม้ริมฝีปากอิ่มจะยังเม้มเข้าหากันเล็กน้อยคล้ายจะตัดพ้อที่อีกฝ่ายไม่ยอมเรียกนางว่าน้องสาว แต่ก็มิได้เซ้าซี้อันใดต่อ

จากนั้นโจวเชี่ยนก็กระตือรือร้นที่จะจัดดอกไม้ใส่แจกันให้เหลียนฟางโจว นางจึงสั่งให้หงอวี้ไปหยิบแจกันและกระถางดอกไม้มาให้ พลางนั่งยิ้มละไมมองดูโจวเชี่ยนที่วุ่นอยู่กับการจัดดอกไม้และสั่งการอวี๋เหมยกับลวี่เหมยเป็นระยะ โดยมีหงอวี้และชิงเหอคอยช่วยหยิบจับอย่างครื้นเครง บรรยากาศช่างดูชื่นมื่นกลมเกลียวเสียจนน่าประหลาด

เหลียนฟางโจวขยับยิ้มที่มุมปาก ในใจเริ่มนึกสนุกจนอยากจะรู้เสียแล้วว่าโจวเชี่ยนจะมาไม้ไหนกันแน่!

เมื่อจัดดอกไม้เสร็จสิ้น เหลียนฟางโจวและเหล่าสาวใช้ก็พากันชื่นชมอยู่พักใหญ่ ก่อนที่นางจะสั่งให้หงอวี้ยกแจกันไปประดับไว้ที่ห้องโถง

โจวเชี่ยนดูจะภาคภูมิใจในผลงานของตนมาก นางยืนชื่นชมแจกันนั้นอยู่อีกครู่ใหญ่ ก่อนจะกล่าวลาเหลียนฟางโจวกลับเรือนพักไปด้วยความเบิกบานใจ

ทันทีที่ลับหลังนาง หงอวี้ก็รีบยกแจกันนั้นขึ้นมาทันที พร้อมสั่งให้สาวใช้ตัวน้อยยกไปเก็บไว้ในห้องว่างที่ไม่มีคนอยู่ที่เรือนปีกหลัง

เหลียนฟางโจวอดขำไม่ได้ "มันจะมีปัญหาอะไรขนาดนั้นเชียว เจ้าช่างระแวงเกินไปแล้ว"

หงอวี้ทำปากยื่นพลางกล่าวว่า "แม่นางปี้เถากำชับไว้เจ้าค่ะ ว่าท่านหญิงคนนี้มีแค้นกับฮูหยิน ย่อมมิได้หวังดีแน่ ของที่ผ่านมือนาง... ระวังไว้หน่อยย่อมดีกว่าเจ้าค่ะ"

เหลียนฟางโจวยิ้มบาง ๆ มิได้คัดค้านสิ่งใดปล่อยให้นางจัดการไปตามใจ

เวลาล่วงเลยไปจนถึงวันที่สี่ ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาโจวเชี่ยนทำตัวสงบเสงี่ยมอย่างเหลือเชื่อ นอกจากการมานั่งคุยหัวร่อต่อกระซิกและขอคำชี้แนะจากเหลียนฟางโจวแล้ว นางก็เพียงแต่เดินเล่นในสวนดอกไม้ เวลาที่เหลือส่วนใหญ่มักจะขลุกอยู่แต่ในห้องเพื่อพักผ่อน มิได้มีท่าทีผิดปกติใด ๆ เลยแม้แต่น้อย

จนเหลียนฟางโจวเริ่มจะไขว้เขวพาลนึกสงสัยในใจว่า 'หรือโจวเชี่ยนจะแค่มาพักผ่อนที่นี่จริง ๆ?'

'หากจะมองในแง่นี้... มันก็พอจะเป็นไปได้เหมือนกัน...'

'หรือว่าท่านพ่อของนางจะใช้แผนละมุนละม่อม หวังให้นางมาสร้างความคุ้นเคยจนข้าใจอ่อนแล้วไปเกลี้ยกล่อมหลี่ฟู่อีกแรง? หรือว่าการที่นางมาอยู่ที่นี่จะเป็นการสร้างภาพให้คนภายนอกเห็นว่าจวนหลี่กับวังจิ้งหนานมีความสัมพันธ์ "ใกล้ชิด" จนยากจะแยกจาก?'

'ยามที่ข่าวลือแพร่สะพัดจนหนาหู แล้วอ๋องจิ้งหนานค่อยแสดงความจริงใจเข้าบีบคั้น จนหลี่ฟู่จำต้องพยักหน้าตกลง?'

แม้คำอธิบายนี้พอจะฟังขึ้น แต่เหลียนฟางโจวกลับรู้สึกว่ามันยังมีบางอย่างที่ "ขาดหาย" ไป!

เพราะในยามที่สถานการณ์บ้านเมืองกำลังบีบคั้นเช่นนี้ แผนการที่เนิบนาบย่อมมิสู้แผนการที่รวดเร็วและรุนแรงดั่งไฟลามทุ่ง อ๋องจิ้งหนานคงมิมีอารมณ์มานั่งวางเบ็ดล่อเหยื่อหรือต้มกบด้วยน้ำอุ่นเป็นแน่

ขณะที่เหลียนฟางโจวกำลังครุ่นคิดสงสัย ทางด้านโจวเชี่ยน อวี๋เหมย และลวี่เหมย กลับกระวนกระวายใจจนแทบคลั่ง!

โจวเชี่ยนแอบด่าเหลียนฟางโจวลับหลังไปนับครั้งไม่ถ้วนว่า "เจ้าเล่ห์!" "จอมบงการ!" และสารพัดคำด่า

กว่านางจะหาโอกาสลงมือที่เหมาะสมได้นั้นมันง่ายเสียเมื่อไหร่? เวลาช่างมีจำกัด หากภายในห้าวันนี้ไม่สำเร็จ พระชายายังพอจะถ่วงเวลาให้ได้อีกเพียงสามวันเท่านั้น มากกว่านี้ย่อมเป็นไปไม่ได้!

ทว่าภายในจวนหลี่แห่งนี้ เหลียนฟางโจวกลับวางกำลังป้องกันไว้หนาแน่นจนมดสักตัวก็ผ่านไปยาก อวี๋เหมยและลวี่เหมยนั้นเป็นยอดฝีมือที่ท่านพ่อส่งไปฝึกปราบพยศมาโดยเฉพาะ ไม่เพียงแต่ฉลาดเป็นกรดแต่ยังมีวรยุทธ์ล้ำเลิศ ถึงกระนั้นพวกนางก็ยังหาช่องว่างลงมือมิได้เลย!

ส่วนตัวนางเองก็ต้องจำใจไปประจบประแจงเอาอกเอาใจเหลียนฟางโจวทุกเมื่อเชื่อวัน เรียก "พี่หญิง" อย่างนั้นอย่างนี้จนนางเองยังนึกคลื่นไส้ตัวเอง!

พริบตาเดียววันรุ่งขึ้นก็จะเป็นวันที่ห้าแล้ว โจวเชี่ยนเริ่มทำใจเผื่อไว้สำหรับการอยู่ต่ออีกสามวัน

ทว่าในขณะที่นางกำลังนั่งสบถด่าเหลียนฟางโจวอยู่ในห้องด้วยความโมโห ลวี่เหมยก็ก้าวเข้ามาในห้องอย่างรวดเร็ว นางปิดประตูลงกลอนก่อนจะปรี่เข้ามาที่ข้างกายแล้วกระซิบบางอย่างที่ข้างหู

"จริงหรือ? เยี่ยมไปเลย!" ดวงตาของโจวเชี่ยนเป็นประกายวาววับขึ้นมาทันทีด้วยความตื่นเต้น

ลวี่เหมยยิ้มกริบ "สวรรค์ยังเมตตา ในที่สุดโอกาสที่พวกเราเฝ้ารอก็มาถึงจนได้! ท่านหญิงเพคะ โอกาสทองเช่นนี้หาไม่ได้ง่าย ๆ และหากลงมือพลาดเพียงครั้งเดียว ย่อมไม่มีโอกาสหน้าอีกแล้ว ท่านหญิง... ท่านเตรียมใจพร้อมแล้วจริง ๆ หรือเพคะ?"

ร่างกายของโจวเชี่ยนสั่นสะท้านขึ้นมาวูบหนึ่ง ใบหน้าพลันซีดเผือดลง

นางขมวดคิ้วแน่นก่อนจะคลายออกพลางแค่นยิ้มเย็น "เพื่อภารกิจใหญ่ของท่านพ่อ เพื่อให้ตระกูลโจวของพวกเราได้ก้าวสู่จุดสูงสุด มีสิ่งใดที่ข้าจะสละไม่ได้? หึ... รอจนท่านพ่อครองบัลลังก์ได้อย่างมั่นคงเมื่อใด... ถึงตอนนั้นข้าอยากจะทำอย่างไรย่อมเป็นสิทธิ์ของข้า!"

"ท่านหญิงคิดได้เช่นนี้ย่อมดีที่สุดเจ้าค่ะ! ท่านหญิงตามบ่าวมาเถิด!" ลวี่เหมยยิ้มรับ พลางสอดมือโอบเอวโจวเชี่ยนแล้วพานางกระโดดทะยานออกทางหน้าต่างหายไป

เมื่อเห็นสาวใช้ตัวน้อยที่นั่งพิงเสาสัปหงกอยู่ที่ระเบียงทางเดิน ลวี่เหมยก็ขยับยิ้มอย่างลำพองใจ

ช่วงหลายวันที่ผ่านมา ลวี่เหมยและอวี๋เหมยได้สำรวจเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างจวนหน้าและจวนหลังจนจำได้ขึ้นใจ ว่าเส้นทางใดสั้นที่สุดและรอดพ้นสายตาผู้คนได้มากที่สุด

ลวี่เหมยพาโจวเชี่ยนลัดเลาะจากจวนหลังมาถึงจวนหน้าได้อย่างง่ายดาย

เมื่อพ้นเขตจวนหลังมาแล้ว การเฝ้าระวังดูจะหย่อนยานลงกว่าเดิมมาก ลวี่เหมยพาโจวเชี่ยนหลบซ่อนตามเงาไม้ จนในที่สุดก็มาถึงห้องหนังสือชั้นนอกของหลี่ฟู่

ในช่วงเวลาพิเศษเช่นนี้ หลี่ฟู่แทบจะต้องรับส่งข่าวสารและสั่งการผู้คนอยู่ตลอดเวลา มิได้ว่างเว้นเหมือนแต่ก่อน ในแต่ละวันเขาจึงมักจะขลุกอยู่ที่ห้องหนังสือจวนหน้าเป็นเวลานาน

เหลียนฟางโจวรู้ดีว่าเขากำลังยุ่ง จึงมิเคยเข้าไปรบกวนตามใจชอบ มีเพียงสั่งให้ห้องครัวเคี่ยวน้ำแกงหรือทำโจ๊กส่งมาให้เขาเป็นระยะเท่านั้น

และในวันนี้ อวี๋เหมยก็หาโอกาสในขณะที่ชิงเหอกำลังนำน้ำแกงมาส่งให้หลี่ฟู่ นางอาศัยจังหวะที่รอดพ้นสายตาผู้คุ้มกัน ลอบใส่ "บางอย่าง" ลงไปในน้ำแกงนั้นอย่างเงียบเชียบ

เมื่อลงมือสำเร็จ นางก็เดินทอดน่องไปเดินเล่นในสวนดอกไม้ เด็ดกิ่งไม้ใบหญ้าตามปกติก่อนจะกลับไปยังเรือนพัก

ในระหว่างนั้น นางได้ส่งสัญญาณให้ลวี่เหมยรับทราบเป็นที่เรียบร้อย งานที่เหลือต่อจากนี้... จึงตกเป็นหน้าที่ของลวี่เหมยและโจวเชี่ยน

ลวี่เหมยและโจวเชี่ยนอาศัยพุ่มไม้กำบังสายตา เห็นชิงเหอถือปิ่นโตเปล่าเดินออกมาจากห้องหนังสือ ทั้งสองสบตากัน ลวี่เหมยจึงกระซิบเบา ๆ "ท่านหญิง โอกาสมาถึงแล้ว อย่าได้ลังเล อย่าได้รั้งรอ... รีบไปเถิดเพคะ!"

หัวใจของโจวเชี่ยนเต้นระรัวจนแทบจะกระดอนออกมาจากอก นางพยักหน้าหงึก ๆ อย่างเหม่อลอย แต่ฝีเท้ากลับหนักอึ้งจนก้าวไม่ออก ยามที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์จริงเช่นนี้ ความลังเลสงสัยย่อมบังเกิดขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้!

"ท่านหญิง รีบไปเถิดเพคะ! หากช้ากว่านี้จะเสียการใหญ่!" ลวี่เหมยร้อนใจจนต้องออกแรงผลักนางเบา ๆ

โจวเชี่ยนมองลวี่เหมยด้วยสายตาที่ซับซ้อน นางแค่นเสียงเหอะเบา ๆ ก่อนจะกัดฟันตัดสินใจ ก้าวเดินออกจากพุ่มไม้ มุ่งตรงไปยังห้องหนังสือชั้นนอกของหลี่ฟู่ทันที!

วันจันทร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1419 คิดจะทำอะไร?

 

บทที่ 1419 คิดจะทำอะไร?

"เช่นนั้นคงต้องรบกวนท่านหญิงแล้ว ขอเพียงท่านหญิงพึงพอใจ ข้าก็ยินดีเพคะ" เหลียนฟางโจวกล่าวด้วยรอยยิ้ม

"ตกลงตามนี้!" โจวเชี่ยนปรบมือพลางหัวเราะร่วน "นี่ก็เริ่มเย็นแล้ว ข้าขอตัวก่อนดีกว่า จะได้ไม่รบกวนเวลาอาหารค่ำของฮูหยินหลี่"

เหลียนฟางโจวมิได้รั้งนางไว้ เพียงกล่าวทักทายตามมารยาทก่อนจะเดินไปส่งนางด้วยตัวเองถึงหน้าประตูเรือน

ระหว่างทาง โจวเชี่ยนยังคงยิ้มแย้มพลางเอ่ยว่าคราวหน้ามิควรลำบากเดินมาส่งนางเช่นนี้ เพราะหากพระชายาทราบเข้าคงจะตำหนินางที่ล่วงเกินผู้ใหญ่ เหลียนฟางโจวจึงจำต้องรับคำด้วยความเกรงใจ

ครั้นหลี่ฟู่กลับมาถึงจวนและทราบว่ามีท่านหญิงผู้หนึ่งมาขอพำนักอยู่ในเรือนหลังอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ซ้ำยังเป็นคนที่ไม่น่าอภิรมย์นัก เขาก็ถึงกับขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่พอใจ

เหลียนฟางโจวเห็นท่าทางของสามีก็หลุดขำออกมาอย่างอ่อนใจ "ท่านจะมาขมวดคิ้วใส่ข้าเพื่ออะไรกัน? ท่านคิดว่าข้าอยากจะพัวพันกับคนจากวังจิ้งหนานนักหรือ? พระชายาเอ่ยปากเรื่องนี้ต่อหน้าธารกำนัล ท่านหญิงเองก็ช่างรู้งาน เข้ามาคล้องแขนออดอ้อนอ้อนวอนข้าเสียขนาดนั้น หากข้าปฏิเสธไปมิกลายเป็นคนไร้น้ำใจไปหรือไร!"

นางกล่าวพลางถอนใจ "ชื่อเสียงนี่มันไม่ใช่ของดีจริง ๆ ข้าเพิ่งจะซึ้งใจวันนี้เอง! หากเรื่องนี้เกิดขึ้นที่เมืองหลวงล่ะก็ หึ... อย่าว่าแต่สองแม่ลูกจะใช้คำพูดกดดันข้าเลย ต่อให้มาคุกเข่าอ้อนวอนต่อหน้าผู้คน ข้าบอกว่าไม่ก็คือไม่! อย่างมากข้าก็แค่แสร้งทำเป็นโง่ไปเสียก็สิ้นเรื่อง แต่นี่มันน่าเสียดายนัก!"

เหลียนฟางโจวแบมือทั้งสองข้างออกพลางถอนใจอีกครา "ใครใช้ให้ชื่อเสียงของพวกเราในหนานไห่ดีเลิศเลอขนาดนี้กันเล่า ดีเสียจนข้าไม่กล้าปล่อยให้มันมีรอยตำหนิแม้เพียงนิดเดียวให้ผู้คนหยิบยกไปนินทาได้!"

หลี่ฟู่ฟังนางบ่นยาวเหยียดก็อดไม่ได้ที่จะระเบิดหัวเราะออกมา "ถ้าเช่นนั้นตามที่ฮูหยินว่ามา เจ้าชอบอยู่เมืองหลวง หรือชอบอยู่ที่หนานไห่นี่มากกว่ากันล่ะ?"

เหลียนฟางโจวเอียงคอทำท่าครุ่นคิดอย่างจริงจัง ก่อนจะเงยหน้าสบตาหลี่ฟู่แล้วกล่าวว่า "ชอบทั้งสองที่เจ้าค่ะ! ต่างก็มีข้อดีไปคนละแบบ อืม... ถ้าเอาข้อดีของทั้งสองที่มาผสมกันได้ก็น่าจะสมบูรณ์แบบที่สุด!"

"เจ้านี่ช่างโลภนัก!" หลี่ฟู่ยิ้มพลางกล่าวต่อ "ในเมื่อท่านอ๋องจิ้งหนานให้เกียรติพวกเราถึงเพียงนี้ ท่านหญิงของเขาอยากจะพักที่นี่ก็ให้พักไปเถอะ ข้าก็อยากจะรู้นักว่านางจะแผลงฤทธิ์อะไรได้บ้าง! ต่อให้อ๋องจิ้งหนานจะมีแผนการชั่วร้ายเพียงใด เขาก็คงหารู้ไม่ว่า ทั้งเจ้าและข้าต่างไม่ใช่คนที่ชอบให้ใครมาข่มขู่ และจะไม่มีวันยอมก้มหัวให้คำขู่ของใครเด็ดขาด!"

"ข้าเองก็คิดเช่นนั้น" เหลียนฟางโจวยิ้มตอบ "อย่างไรเสียก็แค่ห้าวัน หวังเพียงว่าเมื่อพ้นห้าวันนี้ไปแล้ว วังจิ้งหนานจะยอมรามือเสียที อย่าได้คิดหาแผนการใดมาอีกเลย ในสถานการณ์เช่นนี้... ข้าไม่มีอารมณ์จะไปแก่งแย่งชิงดีกับใครทั้งนั้น!"

หลี่ฟู่รู้ดีว่านางกำลังกังวลเรื่อง เหลียนเซ่อ และคนอื่น ๆ ที่ยังไม่รู้เป็นตายร้ายแรง เขาจึงกุมมือนางไว้พลางบีบเบา ๆ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "วางใจเถอะ สวรรค์ย่อมไม่ใจร้ายกับพวกเราถึงเพียงนั้น พวกเขาจะต้องกลับมาอย่างปลอดภัยแน่นอน!"

เหลียนฟางโจวพยักหน้าพร้อมรอยยิ้มฝืน ๆ นางไม่อยากแสดงความทุกข์ระทมให้หลี่ฟู่เห็นจนเขากังวลใจไปมากกว่านี้ ในยามที่สถานการณ์บ้านเมืองอาจพลิกผันได้ทุกเมื่อ แรงกดดันที่เขาแบกรับไว้มีมากกว่านางหลายเท่า ทั้งงานวางแผนและงานจัดเตรียมกำลังพลจะให้เขามาต้องพะวงเรื่องของนางอีกทำไม?

นางจึงเก็บงำความโศกเศร้าไว้ แล้วเปลี่ยนเรื่องสั่งคนไปตามซวี่เอ๋อร์มาทานข้าว พร้อมกำชับห้องครัวให้จัดเตรียมมื้อค่ำพลางชวนสามีคุยเรื่องจิปาถะในบ้าน

หลี่ฟู่พูดคุยกับนางด้วยท่าทีปกติ แต่ในใจกลับไม่สงบแม้เพียงนิด

เขานึกไม่ถึงว่าอ๋องจิ้งหนานจะใจร้อนถึงเพียงนี้! แผนการหนึ่งยังไม่ทันจบ แผนใหม่ก็รุกคืบเข้ามาติด ๆ!

หรือบางที... เขาอาจจะมองคนผู้นี้ผิดมาตลอด ความทะเยอทะยานที่ถูกกดทับไว้เนิ่นนาน เมื่อสบโอกาสที่เหมาะสม เมล็ดพันธุ์ที่ซ่อนอยู่ย่อมปริแตกรากชอนไชงอกงามจนยากจะหยุดยั้ง แม้แต่ตัวอ๋องจิ้งหนานเองก็คงจะหักห้ามใจตนเองไว้ไม่อยู่!

นั่นคือเหตุผลที่โจวปิ่งหมิงรีบร้อนเปิดเผยเจตนารมณ์ต่อเขา และหลังจากโจวปิ่งหมิงต้องกลับไปอย่างพ่ายแพ้ได้ไม่นาน พระชายาจิ้งหนานจึงพาโจวเชี่ยนมาที่หนานไห่อีกครั้ง!

ในเมื่อเขาล่วงรู้ความลับนี้แล้ว หากเขาไม่ยอมสวามิภักดิ์ อ๋องจิ้งหนานย่อมไม่มีวันปล่อยเขาไปง่าย ๆ เป็นแน่

ในการชิงบัลลังก์เช่นนี้ ถ้าไม่ใช่มิตรก็คือศัตรู ไม่มีพื้นที่ว่างให้คนกลางยืน

หากดึงเขามาเป็นพวกไม่ได้ อ๋องจิ้งหนานย่อมไม่ยอมให้เขาอยู่อย่างสงบแน่นอน!

อีกทั้งหนานไห่อันกว้างใหญ่แห่งนี้ ยามนี้ไร้เงาอำนาจของสี่ตระกูลใหญ่ แถมเผ่าพันธุ์ทางฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ที่เมืองเหลียงฉีก็ถูกสยบลงแล้ว ในสายตาของอ๋องจิ้งหนาน ที่นี่เปรียบเสมือนเนื้อชิ้นมันที่เย้ายวนใจยิ่งนัก

เกรงว่าในใจของเขาคงจะหมายตาแผ่นดินผืนนี้ไว้แล้ว!

หากยึดครองหนานไห่ได้สำเร็จ ที่นี่จะเป็นชัยภูมิอันยอดเยี่ยม จะถอยเพื่อตั้งรับหรือรุกเพื่อชิงชัยก็ย่อมได้!

ซ้ำแผ่นดินนี้ยังอยู่ติดประตูบ้านของตนเอง มีหรือที่เขาจะยอมปล่อยมือไปง่าย ๆ?

หลี่ฟู่แค่นยิ้มในใจ ก่อนจะเอ่ยกับเหลียนฟางโจวว่า "ฟางโจว หากท่านหญิงนั่นจงใจหาเรื่องกลั่นแกล้งเจ้า หรือทำสิ่งใดที่เจ้าไม่ชอบ เจ้าก็ไม่ต้องเกรงใจนักหรอก อยากจะจัดการนางอย่างไรก็ทำไปเลย! ในเมื่อข้าได้ล่วงเกินท่านพ่อของนางไปแล้ว จะล่วงเกินลูกสาวอีกสักคนจะเป็นไรไป!"

คำพูดที่จู่ ๆ ก็โพล่งออกมาทำให้เหลียนฟางโจวชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะหลุดยิ้ม "ได้!"

"ข้าพูดจริงนะ!" หลี่ฟู่ย้ำ

เหลียนฟางโจวครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนพยักหน้า "ข้าเข้าใจแล้ว!"

ค่ำคืนผ่านไปอย่างไร้เรื่องราว เช้าวันรุ่งขึ้น ทันทีที่เหลียนฟางโจวตื่นขึ้นมาชำระร่างกายเสร็จสิ้น โจวเชี่ยนก็พาอวี๋เหมยและลวี่เหมยมาหา อวี๋เหมยถือตะกร้าดอกไม้ใบใหญ่ข้างในเต็มไปด้วยดอกไม้สดนานาพรรณที่เพิ่งบานสะพรั่ง ทั้งเหมยฤดูใบไม้ผลิ ดอกไห่ถาง ดอกอวี้จัน โบตั๋นแรกแย้ม คามิลเลีย กุหลาบจีน กิ่งหลิว และกิ่งไผ่ สีสันสดใสสวยงาม กลีบดอกและใบไม้ยังมีหยาดน้ำค้างใสเกาะพราว ดูสดชื่นยิ่งนัก

เหลียนฟางโจวเห็นแล้วดวงตาก็เป็นประกายพลางเอ่ยชมด้วยรอยยิ้ม "ท่านหญิงช่างมีน้ำใจนัก! ฝีมือประณีตจริง ๆ ข้าเองก็ไปเดินที่สวนทุกวัน แต่กลับมิเคยเลือกเด็ดดอกไม้ได้สวยงามเช่นนี้เลย!"

นางสั่งให้หงอวี้รับตะกร้ามาวางไว้ด้านข้างอย่างระมัดระวัง

โจวเชี่ยนแย้มยิ้มพิมพ์ใจ "พี่หญิงชอบก็ดีแล้ว! ข้ายังกังวลอยู่เลยว่าท่านจะไม่ชอบ ข้าอุตส่าห์เลือกอยู่นาน เฟ้นหาแต่ดอกที่เบ่งบานและดูดีที่สุดมาให้ท่านเชียวนะ!"

นางปรายตามองมวยผมของเหลียนฟางโจว เห็นเพียงปิ่นทองฝังเพชรลายดอกเหมยเพียงชิ้นเดียวที่ดูโดดเด่น จึงหยิบกรรไกรไม้ไผ่มาตัดดอกกุหลาบจีนสีส้มแดงที่บานได้ที่ดอกหนึ่ง แล้วบรรจงเสียบลงที่มวยผมด้านซ้ายของเหลียนฟางโจวอย่างเบามือพลางกล่าวว่า "ดอกนี้บานกำลังดี กลิ่นหอมก็ไม่ฉุนจนเกินไป เหมาะสำหรับประดับผมที่สุดแล้ว!"

นางสั่งให้คนยกคันฉ่องมาถือส่องด้านหลังให้เหลียนฟางโจวดูพลางถามด้วยรอยยิ้มว่าชอบหรือไม่?

เหลียนฟางโจวคาดไม่ถึงว่าคนนิสัยเช่นโจวเชี่ยนจะมีฝีมือในเรื่องการแต่งกายได้ประณีตถึงเพียงนี้ นางจึงพยักหน้ายิ้มตอบ "ท่านหญิงไม่เพียงแต่มือโปรด แต่สายตายังยอดเยี่ยมอีกด้วย ข้าชอบมาก ขอบคุณท่านหญิงเพคะ"

"พี่หญิงชอบก็ดีแล้ว!" โจวเชี่ยนยิ้มหวาน "ขอเพียงท่านชอบ สิ่งที่ข้าตั้งใจทำไปก็ไม่เสียเปล่า! อ้อ... พี่หญิงเลิกเรียกข้าว่าท่านหญิงเสียทีเถอะ ฟังดูห่างเหินพิกล หากไม่รังเกียจ เรียกข้าว่าอาเชี่ยน หรือน้องเชี่ยนก็ได้นะ!"

วันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1418 พำนักชั่วคราว

 

บทที่ 1418 พำนักชั่วคราว

จิ้งหนานหวางเฟยเอ่ยปากว่าอยากพบคุณชายน้อยทั้งสอง เหลียนฟางโจวจึงสั่งให้คนไปพาตัวมา

เพียงครู่เดียว แม่นมสองคนก็พานายน้อยมาถึง คนหนึ่งจูงมือเดิน อีกคนโอบอุ้มมาในอ้อมแขน

ดวงตาของจิ้งหนานหวางเฟยเป็นประกายด้วยความเอ็นดูทันทีที่เห็น นางจูงมือซวี่เอ๋อร์ พลางไถ่ถามด้วยรอยยิ้มว่าอายุเท่าใดแล้ว เล่าเรียนสิ่งใดบ้าง ทั้งยังไม่ถือองค์ เข้าไปอุ้ม เสี่ยวตวนอู่ ไว้ครู่หนึ่ง เหล่าฮูหยินคนอื่น ๆ จึงได้โอกาสรุมล้อมชื่นชมเด็กทั้งสองเสียยกใหญ่

เสี่ยวตวนอู่นั้นยังเป็นเพียงทารกตัวน้อยที่ทำได้แค่เป่าฟองน้ำลายเล่น ไม่รู้ความใด ๆ จึงดูจะรื่นรมย์ไปกับเขาด้วย ผิดกับซวี่เอ๋อร์ที่ถูกบรรดาฮูหยินจ้องมองและเยินยอจนเริ่มจะหมดความอดทน ทว่าด้วยนิสัยที่สุขุมและรู้ความเกินวัย ต่อให้ในใจจะนึกรำคาญเพียงใด เขาก็ยังคงยืนนิ่งรับฟังคำชมอย่างสำรวม ใบหน้าเล็ก ๆ นั้นเผลอขึงขังเคร่งเครียดจนดูผิดวิสัยเด็กทั่วไป

ทุกคนเห็นท่าทาง "เด็กน้อยหัดทำตัวเป็นผู้ใหญ่" เช่นนั้นก็พากันหัวเราะชอบใจด้วยความเอ็นดู แม้แต่จิ้งหนานหวางเฟยเองก็ทรงหัวเราะไม่หยุด

ซวี่เอ๋อร์ในตอนแรกยังไม่รู้ตัว แต่พอเริ่มรู้ว่าตนกลายเป็นตัวตลกของทุกคนก็รู้สึกอึดอัดใจจนทนไม่ไหว ทำได้เพียงส่งสายตาละห้อยขอความช่วยเหลือจากเหลียนฟางโจว

เหลียนฟางโจวทั้งสงสารลูกและนึกขำในเวลาเดียวกัน นางจึงหาจังหวะเหมาะ ๆ สั่งให้เขากลับไปพักผ่อน

ซวี่เอ๋อร์ประหนึ่งยกภูเขาออกจากอก เขารีบทำความเคารพลาอย่างกระตือรือร้น ทันทีที่ก้าวพ้นประตู สองขาเล็ก ๆ ก็ออกแรงถีบตัวทะยานด้วยวิชาตัวเบาที่ม่อเว่ยเคยสอนไว้ เพียงพริบตาก็หายวับไปอย่างไร้ร่องรอย! ทิ้งให้แม่นมวิ่งตามหลังพลางร้องเรียกด้วยความตกใจ ท่ามกลางเสียงหัวเราะขบขันของผู้ที่พบเห็น

จิ้งหนานหวางเฟยอยู่ร่วมโต๊ะอาหารมื้อกลางวันที่จวนสกุลหลี่ ก่อนจะขอตัวกลับในช่วงบ่าย

ก่อนกลับ นางได้กำชับโจวเชี่ยนต่อหน้าทุกคนอย่างเข้มงวดว่าต้องเชื่อฟังคำสั่งของฮูหยินหลี่ ห้ามเอาแต่ใจหรือก่อเรื่องวุ่นวายเด็ดขาด ทั้งยังหันมากล่าวกับเหลียนฟางโจวด้วยรอยยิ้มว่า หากโจวเชี่ยนทำตัวไม่เหมาะสมประการใด ให้เหลียนฟางโจวสั่งสอนและห้ามปรามได้ทันที อย่าได้ปล่อยให้นางล่วงเกิน

โจวเชี่ยนทำปากยื่นยอมรับคำสั่ง ส่วนเหลียนฟางโจวก็ยิ้มรับด้วยดี

เมื่อส่งพระชายาและเหล่าภรรยาขุนนางกลับไปหมดแล้ว เหลียนฟางโจวจึงหันมาเอ่ยกับโจวเชี่ยนอย่างสุภาพ "วุ่นวายมาค่อนวัน ท่านหญิงคงจะเหนื่อยแล้ว เชิญกลับไปพักผ่อนที่ห้องก่อนเถิดเพคะ หากมีสิ่งใดไม่ถูกใจก็บอกข้าได้ทันที อย่าได้เกรงใจนักเลย"

"ข้าหาได้เหนื่อยไม่!" โจวเชี่ยนเลิกคิ้วขึ้นพลางแค่นเสียงเหอะ "ทำไมหรือ ฮูหยินหลี่รู้สึกว่าเหนื่อยมากนักหรือไง? พูดเช่นนี้เหมือนจะตำหนิว่าท่านแม่ของข้ามารบกวนท่านอย่างนั้นแหละ!"

เหลียนฟางโจวชะงักไปครู่หนึ่งกับถ้อยคำจิกกัดที่แฝงมากับรอยยิ้มนั้น 'นี่ผ่านไปไม่ทันไร... ธาตุแท้ก็เริ่มโผล่ออกมาแล้วหรือ?'

"ข้าล้อฮูหยินเล่นน่ะ!" โจวเชี่ยนดูจะนึกขึ้นได้ว่าตนเผลอปากไวเกินไป นางจึงรีบเข้าไปคล้องแขนเหลียนฟางโจวแล้วอ้อนราวกับเด็ก "ฮูหยินคงไม่ถือสาข้าหรอกนะเจ้าคะ! โถ่... ปากข้านี่ช่างพูดจาไม่เข้าหูคนเอาเสียเลย ทั้งที่ใจไม่ได้คิดเช่นนั้นแท้ ๆ แต่พูดออกมาทีไรตัวเองยังฟังไม่ได้เลย ฮูหยินหลี่ ข้าขอโทษนะเจ้าคะ ขอโทษจริง ๆ!"

เหลียนฟางโจวจะเอาเรื่องเอาราวกับคำพูดเพียงเท่านี้ได้อย่างไร จึงยิ้มตอบว่า "ในเมื่อเป็นเรื่องล้อเล่น ท่านหญิงก็อย่าได้เก็บไปใส่ใจเลยเพคะ คำขอโทษอะไรนั่นก็มิต้องเอ่ยถึงหรอก ท่านหญิงว่าจริงไหม?"

การถูกย้อนกลับด้วยท่าทีเรียบเฉยแต่ตอกกลับได้อย่างเจ็บแสบโดยหาที่ผิดไม่ได้ ทำให้โจวเชี่ยนนึกแค้นเคืองในใจ แต่นางก็ยังคงฝืนยิ้มกว้าง พยักหน้าหงึก ๆ "สมเป็นฮูหยินหลี่จริง ๆ ใจคอกว้างขวางนัก ท่านพูดเช่นนี้ข้าก็สบายใจ!"

โจวเชี่ยนสะกดกลั้นอารมณ์พลุ่งพล่านไว้สุดกำลัง เพราะกลัวจะระเบิดโทสะออกมาต่อหน้านาง หลังจากคุยสัพเพเหระอีกเพียงสองสามคำ นางก็ขอตัวกลับห้องพักไป

เมื่อเห็นว่าไม่มีรายงานความไม่พอใจใด ๆ มาจากเรือนพักของท่านหญิง เหลียนฟางโจวก็เบาใจลง นางเอนกายลงนอนพักสายตาที่ตั่งไม้ในห้องโถงตะวันออก

ในใจยังคงขบคิดไม่ตก... จิ้งหนานหวางเฟยทิ้งลูกสาวไว้ที่นี่เพื่ออะไรกันแน่?

หากจุดประสงค์หลักคือการเกลี้ยกล่อมให้หลี่ฟู่เข้าพวกกับอ๋องจิ้งหนาน เรื่องนั้นนางย่อมเข้าใจดี แต่สองสามีภรรยาคู่นี้ไม่รู้เชียวหรือว่าโจวเชี่ยนกับนางเคยมีเรื่องผิดใจกัน? และพวกเขาก็น่าจะรู้จักนิสัยลูกสาวตัวเองดีกว่าใคร การฝืนส่งนางมาอยู่ข้างกายนางเช่นนี้จะดีจริงหรือ? ไม่กลัวว่านิสัยเสีย ๆ ของนางจะพ่นคำที่ไม่ควรพูดออกมา จนจากที่คิดจะแก้ปมปัญหา กลับกลายเป็นการผูกเงื่อนแค้นให้แน่นยิ่งกว่าเดิมหรืออย่างไร?

เหลียนฟางโจวส่ายหน้า เลิกฟุ้งซ่านไปเอง

'ช่างเถิด อย่างไรเสียก็แค่ห้าวัน แค่จับตาดูให้ดีก็พอ พอครบห้าวันนางก็ต้องจากไป ไม่ว่านางจะมีจุดประสงค์แฝงเร้นอย่างไร ก่อนจะไปความจริงย่อมปรากฏ!'

ทว่าก่อนมื้อค่ำ โจวเชี่ยนกลับพาหญิงรับใช้คนสนิทสองนางคืออวี๋เหมย และลวี่เหมย มาพบเหลียนฟางโจวถึงหน้าห้อง พร้อมเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มว่ามีสิ่งใดให้นางช่วยทำบ้างหรือไม่

ท่าทางขะมักเขม้นประหนึ่งจะมาขอ "เรียนรู้งาน" และ "รับคำชี้แนะ" อย่างจริงจังนั้น ทำเอาเหลียนฟางโจวตั้งตัวแทบไม่ทัน!

"นี่มัน..." เหลียนฟางโจวรีบลุกขึ้นเชิญนางนั่ง "ท่านหญิงพักอยู่ที่นี่เพียงไม่กี่วัน ถือเสียว่ามาเที่ยวเล่นเถิดเจ้าค่ะ เรื่องสั่งสอนหรือชี้แนะนั้น ในวังอ๋องมีครูบาอาจารย์มากมาย ท่านหญิงกล่าวเช่นนี้เหมือนจะล้อข้าเล่นเสียมากกว่า!"

โจวเชี่ยนคิดในใจว่า 'หึ ก็ยังรู้จักเจียมตัวอยู่บ้าง!'

ทว่าภายนอกกลับรีบแย้มยิ้ม "พี่หญิงหลี่อย่ากล่าวเช่นนั้นสิ ท่านไม่อยากสอนข้าแล้วหรือ? ก่อนหน้านี้ยังคุยกันดิบดีเลย พี่หญิงคนดี... สอนข้าหน่อยเถิดเจ้าค่ะ มิเช่นนั้นพอครบห้าวัน ข้าจะไปตอบท่านแม่อย่างไร ท่านแม่ต้องหาว่าข้าขี้เกียจ เอาแต่เที่ยวเล่นไม่ทำอะไรแน่ ๆ!"

เหลียนฟางโจวฟังแล้วก็นึกหนักใจ หากพระชายาถามขึ้นมาจริง ๆ นางเองก็คงตอบลำบาก ซ้ำร้ายหากข่าวแพร่ออกไปคงจะดูไม่งาม

แต่จะให้นางทำอะไรล่ะ? หรือมีสิ่งใดที่คนอย่างนางพอจะทำได้บ้าง? เหลียนฟางโจวเริ่มปวดหัวหนึบ!

งานใช้แรงงานหนักย่อมเป็นไปไม่ได้ งานในครัวนางก็ไม่ไว้ใจ งานซักล้างยิ่งไม่ต้องพูดถึง... มันดูเสียเกียรติเกินไป ส่วนงานจัดซื้อจัดจ้างก็ไม่ใช่เรื่องที่จะเรียนรู้ได้ในวันสองวัน หากส่งนางไปมีหวังได้วุ่นวายกันทั้งจวนแน่!

ครั้นจะให้มาปรนนิบัติข้างกาย นางก็มีเรื่องส่วนตัวมากมายที่ไม่ต้องการให้คนนอกรู้

ยิ่งไปกว่านั้น จะอย่างไรก็มิอาจปฏิบัติกับนางเหมือนสาวใช้คนสนิทได้ ขืนให้นางอยู่ข้างกายตลอดเวลา นางคงจะทำตัวเป็น "กึ่งเจ้านาย" เสียมากกว่า!

และที่สำคัญที่สุด... นางไม่อยากให้โจวเชี่ยนเข้าใกล้ลูกชายทั้งสองของนางเลยแม้แต่นิดเดียว

คิดไปคิดมา ก็หาตำแหน่งที่เหมาะสมไม่ได้เลยสักแห่ง

เหลียนฟางโจวได้แต่ยิ้มขื่น "พระชายาทรงประทานโจทย์ยากให้หม่อมฉันเสียแล้ว! ตัวหม่อมฉันเองก็เพิ่งพ้นช่วงอยู่ไฟ นิสัยขี้เกียจยังไม่ทันจะเข้าที่เข้าทางเลย งานในบ้านก็เรียบง่ายไม่มีอะไรน่าเรียนรู้ ส่วนงานค้าขายหม่อมฉันก็มิได้หยิบจับเอง จะมีก็เพียงช่วงสิ้นปีที่ฟังหลงจู๊รายงานบัญชี ซึ่งตอนนี้ก็ยังไม่ถึงเวลา... เอาเช่นนี้ดีไหม ทุกวันช่วงเช้าและบ่าย ท่านหญิงมาหาหม่อมฉันที่นี่ช่วงละหนึ่งชั่วยาม มานั่งพูดคุยคลายเหงากัน มีสิ่งใดอยากถามก็ถาม หากบังเอิญมีเรื่องให้ต้องตัดสินใจ ท่านหญิงก็จะได้เห็นและเรียนรู้ไปในตัว เช่นนี้ดีหรือไม่เพคะ?"

"แบบนั้นก็ได้!" โจวเชี่ยนยิ้มหวาน ก่อนจะตื๊อต่อ "แต่ถ้าไม่มีหน้าที่ให้ทำเลยก็ดูจะไม่เหมือนมาเรียนรู้งานน่ะสิ เอาอย่างนี้ดีไหม ข้าจะช่วยดูแลสวนดอกไม้ให้ฮูหยินสักสองสามวัน ทุกวันข้าจะไปเลือกตัดดอกไม้สดมาปักแจกันให้ฮูหยินเอง ท่านเห็นว่าอย่างไร?"

วันเสาร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1417 ท่านหญิงผู้ผิดปกติ

 

บทที่ 1417 ท่านหญิงผู้ผิดปกติ

"โถ่... จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร หากเป็นอย่างที่พวกท่านว่า ข้ามิกลายเป็นนางปีศาจพันปีไปแล้วหรือ!" คำหยอกล้อของพระชายาจิ้งหนานเรียกเสียงหัวเราะครืนจากทุกคน

เมื่อเข้ามาถึงห้องโถง ต่างฝ่ายต่างนั่งลงตามลำดับอาวุโส พระชายาจึงกวักมือเรียกโจวเชี่ยนให้เข้ามาทำความเคารพเหล่าฮูหยิน

ทว่าโจวเชี่ยนมีฐานะเป็นถึงท่านหญิง มีหรือที่คนเหล่านั้นจะกล้ารับการคารวะ ต่างรีบลุกขึ้นลี้ตัวหลบฉากพลางโบกไม้โบกมือละล่ำละลักว่า "มิกล้ารับเจ้าค่ะ" กันถ้วนหน้า

หากมิใช่เพราะพระชายาสั่งไว้ มีหรือที่คนอย่างโจวเชี่ยนจะยอมก้มหัวให้คนเหล่านี้ แต่เมื่อเห็นทุกคนแสดงท่าทีนอบน้อมยำเกรงและลนลานหลบเลี่ยงไม่กล้ารับไหว้ นางกลับรู้สึกสนุกขึ้นมาเสียอย่างนั้น ใบหน้าที่เคยบึ้งตึงจึงแปรเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนละมุนละไม แย้มยิ้มพิมพ์ใจจนทุกคนอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากชมไม่ขาดสาย

เหลียนฟางโจวตั้งท่าจะหลบฉากเช่นกัน แต่โจวเชี่ยนกลับเรียกนางไว้เสียก่อน อีกฝ่ายเงยหน้าสบตาด้วยแววตาอ้อนวอนอย่างจริงใจ "ฮูหยินหลี่อย่าได้เกรงใจเลย คนอื่นไม่รับไหว้ข้าก็พอจะทำใจกล้าหน้าทนข้ามไปได้ แต่ท่านจะทำเช่นนั้นได้อย่างไร? ในใจอเจี่ยนยังมีเหตุผลอื่นอยู่นะเจ้าคะ!"

เหลียนฟางโจวชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มตอบ "ท่านหญิงกล่าวเช่นนี้... ทำเอาข้าสับสนไปหมดแล้วเจ้าค่ะ"

"ไม่สับสนหรอก!" โจวเชี่ยนแย้มยิ้ม "หากข้าพูดออกไป ท่านย่อมเข้าใจทันที! เมื่อก่อนข้ายยังเยาว์นัก มิตระหนักความหนักเบา ทั้งยังถูกผู้อื่นยั่วยุจนใช้อารมณ์วู่วามสร้างความลำบากใจให้ฮูหยินหลี่ มานึกดูตอนนี้ช่างโง่เขลานัก สมควรแล้วที่ถูกสั่งสอน! ตั้งแต่นั้นมาข้าก็มิกล้าเหลวไหลอีก ข้าอยากจะขอโทษท่านมานานแล้ว ติดที่ไม่มีโอกาสได้พบหน้า ในเมื่อวันนี้ได้เจอท่านแล้ว โปรดรับการคารวะจากอาเชี่ยนด้วยเถิด เรื่องราวในหนหลัง... เป็นอาเชี่ยนที่ทำผิดไปเองเจ้าค่ะ!"

"เชี่ยนเอ๋อร์พูดถูกแล้ว" พระชายาจิ้งหนานพยักหน้าเสริมด้วยรอยยิ้ม "ฮูหยินหลี่ เรื่องในครานั้นข้าเองก็ได้ยินมาบ้าง นังหนูนี่ถูกข้ากับท่านพ่อของนางตามใจจนเสียคน ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำจนหาเรื่องใส่ตัว! หลังจากนั้นข้าเลยสั่งสอนเสียชุดใหญ่ถึงได้ดีขึ้นมาบ้าง พูดไปแล้วข้าต้องขอบคุณฮูหยินหลี่ด้วยซ้ำ ดังนั้นการคารวะนี้ ท่านต้องรับไว้!"

"พระชายาและท่านหญิงโปรดอย่ากล่าวเช่นนั้นเลยเพคะ!" เหลียนฟางโจวยังคงไม่เข้าใจเจตนาที่สองแม่ลูกขุดคุยเรื่องเก่าที่เมืองหลวงขึ้นมาพูด นางรีบเข้าไปประคองมือโจวเชี่ยนไว้ สัมผัสได้ว่าอีกฝ่ายมีอาการขัดขืนเล็กน้อยตามสัญชาตญาณก่อนจะแสร้งทำเป็นว่าง่ายให้พยุงแต่โดยดี เหลียนฟางโจวจึงยิ่งฉีกยิ้มกว้างขึ้น "จะว่าไปข้าเองก็มีส่วนผิดไม่น้อย หากท่านหญิงไม่รื้อฟื้น ข้าก็แทบจะลืมไปสิ้นแล้ว ในเมื่อเป็นเช่นนี้ข้าจะขอรับน้ำใจไว้ก็แล้วกัน เรื่องนั้น... ก็ให้มันพ้นผ่านไปดั่งลมพัดเถิดเจ้าค่ะ ท่านหญิงเป็นคนร่าเริงแถมยังรูปโฉมงดงาม ข้าเองก็ปรารถนาจะผูกมิตรกับท่านหญิงเช่นกัน!"

"จริงหรือ! เยี่ยมไปเลย!" โจวเชี่ยนอุทานอย่างยินดี "ฮูหยินหลี่ยังเยาว์นักแต่กลับเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงขจรขจายในน่านน้ำใต้ ตั้งแต่ได้ยินเรื่องราวราวปาฏิหาริย์ของท่าน ข้าก็เลื่อมใสยิ่งนัก! หากได้เป็นสหายกับท่านและได้ติดตามร่ำเรียนวิชาสักเล็กน้อย คงถือเป็นวาสนาของข้าแท้ ๆ!"

เหล่าฮูหยินคนอื่น ๆ ได้ยินดังนั้นก็พากันหัวเราะร่วน "นั่นสิเพคะ ฮูหยินหลี่คือยอดสตรีอันดับหนึ่งแห่งหนานไห่ แม้แต่บุรุษยังต้องชิดซ้าย ท่านหญิงช่างตาถึงจริง ๆ เพคะ!"

พระชายาจิ้งหนานหัวเราะพลางเอ็ดลูกสาวอย่างไม่จริงจังนัก "ดูเจ้าสิ! นิสัยมุทะลุหาความมั่นคงมิได้เช่นนี้ จะไปเทียบเท่าฮูหยินหลี่ได้แม้เพียงครึ่งได้อย่างไร? ฮูหยินเห็นเจ้าแล้วคงอยากจะเดินหนีเสียมากกว่า แต่นี่เจ้ากลับไปหมายตาเขาเสียแล้ว!"

ประโยคนี้เรียกเสียงฮาไปทั้งโถง

โจวเชี่ยนเขย่าแขนเหลียนฟางโจวพลางกะพริบตาปริบ ๆ "ฮูหยินหลี่ ท่านดูท่านแม่ของข้าสิ มีที่ไหนมาว่าลูกสาวตัวเองต่อหน้าคนอื่นเช่นนี้! ฮูหยิน... หรือว่าท่านจะช่วยไว้หน้าข้าสักคราว ให้ข้าได้ยืดอกต่อหน้าท่านแม่บ้างจะได้ไหม!"

"ท่านหญิงล้อข้าเล่นแล้ว" เหลียนฟางโจวยิ้มบาง ๆ

"ข้าเอาจริงนะ!" โจวเชี่ยนทำปากยื่นแสดงท่าทางออดอ้อนแบบเด็กสาว "หรือว่าฮูหยินจะรังเกียจว่าข้าหัวช้า จนไม่อยากจะชี้แนะสั่งสอน!"

เมื่อเห็นท่าทางออดอ้อนและจริตก้านที่ดูใสซื่อไร้เดียงสานั้น เหลียนฟางโจวกลับรู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัวประหนึ่งมีแมลงไต่ตามหลัง!

'ความรู้สึกนี้มัน... น่ากลัวชะมัด!'

นางมิใช่มารดาเสียหน่อย จะมาทำท่าออเซาะใส่เพื่ออะไร!

ทว่าคนรอบข้างกลับมองว่าท่านหญิงหรงอันผู้นี้ช่างน่ารักน่าเอ็นดูเหลือเกิน เด็กสาวที่น่ารักขนาดนี้หากไม่ช่วยลุ้นก็คงผิดต่อสวรรค์ เหล่าฮูหยินจึงพากันคะยั้นคะยอแกมหยอกล้อช่วยพูดให้เหลียนฟางโจวใจอ่อน

พระชายาจิ้งหนานเองก็นั่งฟังด้วยรอยยิ้ม มิได้คัดค้านแม้แต่คำเดียว

เหลียนฟางโจวถูกรุมล้อมจนปวดหัว เริ่มจะตั้งรับไม่ไหวและไม่มีเหตุผลสมควรที่จะปฏิเสธ ในเมื่อพระชายาและท่านหญิงยอมลดตัวมาพำนักที่นี่ก็นับว่าให้เกียรติอย่างยิ่ง เป็นแขกผู้มีเกียรติที่บ้านอื่นอยากเชิญเพียงใดก็มิอาจได้ตัวมา หากยังดึงดันปฏิเสธคงจะดูไร้น้ำใจเกินไป

นางจึงทำได้เพียงยิ้มตอบ "หากท่านหญิงไม่รังเกียจ..."

"ไม่รังเกียจ ไม่รังเกียจเลย!" ท่านหญิงหรงอันชิงพูดขัดขึ้นทันควันด้วยความดีใจประหนึ่งกลัวว่าอีกฝ่ายจะเปลี่ยนใจ นางยิ้มแก้มปริ "ขอเพียงฮูหยินยอมให้ข้าอยู่รับการสั่งสอน ต่อให้ต้องเป็นสาวใช้คอยรินน้ำส่งน้ำอยู่ข้างกายท่าน ข้าก็ยินดี!"

ทุกคนต่างหัวเราะชอบใจกับคำพูดนั้น

เหลียนฟางโจวเองก็ขำตามพลางโบกมือวุ่น "ท่านหญิง... คำนี้มิอาจกล่าวส่งเดชได้นะเพคะ! ท่านมาพำนักที่นี่ถือเป็นแขกผู้สูงศักดิ์ยิ่ง มีที่ไหนจะเอาแขกมาใช้งานเป็นสาวใช้? หากคนภายนอกรู้เข้ามิรุมประณามข้าจนหลังเหวอะหรือ อีกอย่าง สาวใช้ที่ทั้งฉลาดเฉลียวและงดงามล่มเมืองเช่นท่านหญิง จวนของข้าคงมิมีปัญญาจ้างหรอกเพคะ!"

เหลียนฟางโจวหันไปหาจิ้งหนานหวางเฟย เตรียมจะกล่าวบางอย่าง แต่พระชายากลับชิงยิ้มแล้วกล่าวว่า "นังหนูนี่ชอบทำตัวเหลวไหลจริง ๆ! แต่ในเมื่อนางถูกชะตากับฮูหยินหลี่และตั้งใจจะเรียนรู้กิริยามารยาทจากท่าน เช่นนั้นคงต้องรบกวนฮูหยินแล้ว! ข้ามิอาจอยู่รบกวนท่านได้นาน เพราะต้องไปถือศีลสวดมนต์ที่อารามเจ้าแม่กวนอิมเป็นเวลาห้าวัน อีกห้าวันค่อยให้คนมารับนางก็แล้วกัน ฝากด้วยนะฮูหยินหลี่"

"พระชายาเกรงใจไปแล้วเพคะ มีท่านหญิงมาอยู่เป็นเพื่อนก็นับเป็นวาสนาของหม่อมฉันเช่นกัน" เหลียนฟางโจวจำต้องฝืนยิ้มตอบรับ

เดิมทีนางตั้งใจจะรั้งตัวพระชายาไว้ด้วย เพราะอย่างน้อยพระชายาก็เป็นผู้ใหญ่ หากอยู่นางย่อมควบคุมลูกสาวได้ แต่คิดไม่ถึงว่าพระชายาจะปลีกตัวไปอยู่อารามเสียอย่างนั้น แผนการจึงพังทลาย!

เหลียนฟางโจวรู้สึกว่าโรค "มองคนในแง่ร้าย" ของนางเริ่มกำเริบอีกครั้ง แม้นางจะดูไม่ออกว่าพระชายาคิดอะไรอยู่ แต่สำหรับท่านหญิงหรงอันผู้นี้... นางไม่มีวันเชื่อเด็ดขาดว่าสันดานจะเปลี่ยนได้ง่าย ๆ!

อย่างไรก็ตาม... ก็แค่ห้าวันสั้น ๆ ต่อให้นางมาอยู่ที่นี่ อย่างมากก็พกสาวใช้กับแม่นมมาแค่ไม่กี่คน แค่สั่งคนให้คอยจับตาดูไว้ให้ดี ก็คงไม่น่าจะแผลงฤทธิ์อะไรได้มากนัก

เมื่อเห็นเหลียนฟางโจวตกลง โจวเชี่ยนก็รีบเข้าไปขอบคุณด้วยกิริยาชดช้อย เหลียนฟางโจวจึงสั่งให้หงอวี้ไปตามแม่นมหลินมาจัดเตรียมเรือนรับรองให้เรียบร้อย